ประธานาธิบดียูเครนเผย รัสเซียกลับมาโจมตีเมืองมาริอูปอลอีกครั้ง หลังประกาศไม่ให้กองทัพบุกเข้าไปในโรงงานเหล็ก พร้อมยิงขีปนาวุธถล่มเมืองโอเดสซา
วันที่ 24 เมษายน 2565 หลังเปิดฉากสงครามในยูเครนเข้าสู่เดือนที่สาม รัสเซียได้กลับมาโจมตีชาวยูเครนกลุ่มสุดท้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในโรงงานเหล็กขนาดยักษ์ในเมืองมาริอูปอลอีกครั้งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หรือไม่กี่วันหลังจากรัสเซียประกาศชัยชนะเหนือเมืองดังกล่าว พร้อมระบุว่าทหารรัสเซียไม่จำเป็นต้องเข้ายึดโรงงานดังกล่าว
“โวโลดีมีร์ เซเลนสกี” ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า กองทัพของยูเครนยังไม่พร้อมที่จะตีฟ่าการปิดล้อมเมืองท่ามาริอูปอล แต่เขาเผยว่านักการทูตระดับสูงของสหรัฐฯ รวมถึง “แอนโทนี บลิงเกน” รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และ “ลอยด์ ออสติน” รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ จะเดินทางเยือนกรุงเคียฟในวันอาทิตย์นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับประเภทของอาวุธที่ยูเครนจำเป็นต้องใช้เพื่อต่อสู้กับการรุกรานของรัสเซีย
“ทันทีที่เรามีอาวุธมากขึ้น เชื่อผม เราจะยึดดินแดนซึ่งถูกยึดครองชั่วคราวทันที” เซเลนสกีกล่าว
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารของ “โจ ไบเดน” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังไม่ได้ยืนยันแผนการเดินทางใด ๆ ของบลิงเกนและออสติส
“โอเลกซี เอเรสโตวิช” ที่ปรึกษาประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า กองทัพรัสเซียกำลังโจมตีทางอากาศโรงงานอาซอฟสตัล และเตรียมที่จะบุกโจมตีโรงงานเหล็กแห่งนี้ ซึ่งมีรายงานว่าทหารยูเครนราว 2,000 นาย และพลเรือน 1,000 คนยังคงซ่อนตัวอยู่ภายใน
แหล่งข่าวในยูเครนอ้างว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20,000 รายในเมืองมาริอูปอล ซึ่งถูกรัสเซียปิดล้อม เมื่อวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ที่ผ่านมา ขณะที่เจ้าหน้าที่ยูเครนเผยว่าพวกเขาพบหลุมศพขนาดใหญ่ 2 หลุมในหมู่บ้านนอกเมืองมาริอูปอล หลุมแรกบรรจุศพได้มากถึง 9,000 ศพ ตามรายงานของซีเอ็นบีซี
เซเลนสกี กล่าวด้วยว่า ในเมืองโอเดสซา ซึ่งเป็นเมืองท่าในทะเลดำ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 รายจากขีปนาวุธของรัสเซีย
ชาวยูเครนเกือบ 5 ล้านคนได้เดินทางหลบหนีออกนอกประเทศ ขณะที่หลายเมืองในยูเครนถูกทำลายเสียหาย ประชาชนหลายพันคนเสียชีวิต นับตั้งแต่รัสเซียเริ่มการบุกรุกยูเครนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
รัสเซียเรียกการกระทำของตัวเองว่า “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” เพื่อปลดทหารยูเครน และกำจัดสิ่งที่รัสเซียมองว่าเป็น “ชาตินิยมที่เป็นอันตราย” ขณะที่ชาติตะวันตกและยูเครนกล่าวหา “วลาดิมีร์ ปูติน” ประธานาธิบดีรัสเซีย ว่ารุกรานยูเครนโดยปราศจากการยั่วยุ