บริษัททั่วโลกแห่ “เลิกจ้าง” สถาบันการเงิน…คิวต่อไป

สหรัฐ เลิกจ้าง

ท่ามกลางเงินเฟ้อ “สหรัฐอเมริกา” ที่พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 40 ปี พร้อมกับการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ ด้วยการส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบบเร็วและแรง รวมถึงผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ปัจจัยทั้งหลายกำลังสร้างความท้าทายให้กับธุรกิจทั่วโลก ส่งผลให้เกิดการลดจำนวนพนักงานจำนวนมาก เพื่อตอบสนองต่อรายได้ของบริษัทที่ลดลง

ครันช์เบสรายงานว่า บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากในสหรัฐกำลังปรับลดพนักงาน ทั้งชะลอจ้างงานใหม่ รวมถึงการเลิกจ้างงาน โดยช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ พนักงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสหรัฐถูกเลิกจ้างไปแล้วไม่ต่ำกว่า 22,000 คน

การลดจำนวนพนักงานกลายเป็นนโยบายของบริษัทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่อย่าง “เมตา” บริษัทแม่ “เฟซบุ๊ก” ที่มีแผนหยุดจ้างงานใหม่ไปจนถึงสิ้นปีนี้ รวมถึง “อูเบอร์” และ “แอมะซอน” ก็มีแผนชะลอการจ้างงาน

ขณะที่หลายบริษัทได้ประกาศเลิกจ้างแล้ว เช่น “คาร์วานา” ตัวแทนขายรถยนต์ออนไลน์ที่ประกาศเลิกจ้างพนักงานไป 2,500 คน เช่นกันกับ “คอยน์เบส” แพลตฟอร์มซื้อ-ขายสกุลเงินดิจิทัล ก็เลิกจ้างราว 1,100 ตำแหน่ง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาวะถดถอยของคริปโตเคอร์เรนซี

ส่วน “เน็ตฟลิกซ์” สตรีมมิ่งรายใหญ่ก็เลิกจ้างพนักงานไปแล้ว 2 ครั้งในช่วงครึ่งปีราว 450 ตำแหน่ง เนื่องจากรายได้ที่หดตัวด้วยจำนวนผู้ใช้บริการที่ลดลง ขณะที่ล่าสุด “เทสลา” ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ก็เตรียมปิดสำนักงานในรัฐแคลิฟอร์เนีย พร้อมเลิกจ้าง 200 คน

รายงานระบุว่า สาเหตุที่เกิดการเลิกจ้างจำนวนมากเป็นผลจากการเพิ่มตำแหน่งงานที่มากเกินไปในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลให้บริษัทเทคฯเติบโตก้าวกระโดด โดยเฉพาะกลุ่มอีคอมเมิร์ซและเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับเวิร์กฟรอมโฮม



แต่หลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ผู้คนก็เริ่มกลับสู่ชีวิตปกติทำให้การใช้งานเทคโนโลยีลดลงบางส่วน ขณะเดียวกันความผันผวนของสถานการณ์โลกก็ส่งผลกระทบกับราคาหุ้น รวมถึงเม็ดเงินร่วมลงทุนและการระดมทุนที่ล่าช้า ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของบริษัทเทคฯ กลุ่มสตาร์ตอัพ

ภาวะเดียวกันนี้ก็กำลังเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมการเงิน ซีเอ็นบีซีรายงานว่า ก่อนหน้านี้บริษัทด้านการเงินได้รับประโยชน์จากกิจกรรมในตลาดทุนที่เพิ่มสูงขึ้นท่ามกลางโควิด-19 โดยเฉพาะการจดทะเบียนในตลาดหุ้น และดีลควบรวมบริษัทที่มากขึ้น ส่งผลให้ หลายบริษัทมีการจ้างงานใหม่เป็นจำนวนมาก

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา “เจพีมอร์แกน” มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 8,000 ตำแหน่ง หรือคิดเป็น 13% “โกลด์แมน แซกส์” มีพนักงานเพิ่มขึ้น 17% และ “มอร์แกน สแตนลีย์” เพิ่มขึ้น 26% ในช่วงเดียวกัน

สถานการณ์ปัจจุบันทำให้ปีนี้การเสนอขายหุ้นไอพีโอลดลงราว 91% จากปี 2021 ขณะที่รายได้ของสถาบันการเงินจากตลาดทุนและตราสารหนี้ก็ลดลง รวมถึงดีลควบรวมกิจการที่น้อยลงเช่นกัน

“เดวิด แมคคอร์แมก” ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัทจัดหางาน “ดีเอ็มซี พาร์ตเนอร์ส” ระบุว่า “เราจะได้เห็นธนาคารต่าง ๆ เลิกจ้างพนักงานเป็นจำนวนมากในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เมื่อมีปัญหาเรื่องรายได้ การหั่นค่าใช้จ่ายเป็นสิ่งเดียวที่จะต้องทำ”

ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา ค่าใช้จ่ายของบริษัททางการเงินเพิ่มสูงขึ้นจากการจ้างพนักงานเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีสถาบันการเงินใดประกาศเลิกจ้าง แต่คาดว่าจะมีการทบทวนจำนวนพนักงานและค่าใช้จ่ายกันอย่างเข้มข้น และอาจมีการเลิกจ้างงานมากถึง 5-8% ในเดือน ก.ค.นี้ หลังแจ้งผลประกอบการไตรมาส 2/2022


และล่าสุด “โนวาร์ติส” บริษัทยายักษ์ใหญ่สวิสประกาศแผนเลิกจ้างพนักงานทั่วโลกราว 8,000 คน ภายใต้แผนรัดเข็มขัด 1,000 ล้านดอลลาร์

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ