เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เปิดกลไกตรวจสอบการหยุดยิง ‘ไทยกับกัมพูชา’

30 ก.ค. 2568 | 12:50น.

ข้อมูลเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 29 ก.ค.เวลา 15.24 น. อัพเดตเมื่อ 30 ก.ค.เวลา 12.30 น.

ไทยกับกัมพูชาตกลงหยุดยิงโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข มีผลตั้งแต่เวลา 24.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ของวันที่ 28 ก.ค. 2025 ในการประชุมที่มาเลเซีย นับเป็นก้าวแรกที่สำคัญยิ่งสู่การลดความตึงเครียดและการฟื้นฟูสันติภาพและความมั่นคง ถูกระบุอยู่ในแถลงการณ์

ในแถลงการณ์ผลการประชุมร่วมไทยกับกัมพูชามีการระบุถึงผู้สังเกตการณ์/สักขีพยานที่จะมาช่วยในเรื่องการตรวจสอบ และยืนยันการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง

สะท้อนถึงความต้องการของไทยได้รับการรับรู้ รับทราบในที่ประชุม เพราะไทยได้เรียกร้องมาโดยตลอดว่าไทยต้องการเห็นความจริงใจ (In Good Faith) จากฝ่ายกัมพูชา ซึ่งตอนนี้ทำให้มีผู้สังเกตการณ์เข้ามาช่วยรับประกันการหยุดยิงอีกขั้นหนึ่ง

นิกรเดช พลางกูร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ บอกว่า ไทยพยายามมองไปข้างหน้าว่า อะไรที่ทำให้การหยุดยิงเกิดขึ้นจริงและอยู่ได้ เช่น การใช้กลไกของผู้ที่จะมาตรวจสอบการหยุดยิงให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะเป็นผู้ช่วยทูตทหารของสมาชิกอาเซียน และน่าจะมีผู้ช่วยทูตทหารสหรัฐ และจีนเข้าร่วมด้วย เป็นต้น

เมื่อเกิดการละเมิดการหยุดยิงโดยฝ่ายกัมพูชา ที่ฝ่ายไทยกล่าวหา หลังจากมีรายงานจากกองทัพบกพบว่า กองทัพกัมพูชายังคงโจมตีตามแนวชายแดนที่มีความยาวราว 800 กิโลเมตร หลังเลยเที่ยงคืนของวันที่ 28 ก.ค. กระทั่งล่าสุดหยุดการโจมตีแล้วนั้น แต่ฝ่ายไทยไม่ได้ประมาท ได้ทำหนังสือประท้วงไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง

วันที่ 29 ก.ค. มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.การต่างประเทศ ได้ส่งหนังสือประท้วงกรณีกัมพูชาละเมิดการหยุดยิงถึงพยานจาก 3 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย ในฐานะประธานจัดการประชุม และพยานในการเจรจาเมื่อวานนี้ (28 ก.ค.) รวมถึงได้ส่งหนังสือถึง มาร์โค รูบิโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐ และหวัง อี้ รมว.ต่างประเทศจีน ในฐานะพยานร่วมในการเจรจา ให้ได้รู้ถึงการละเมิดข้อตกลงด้วย ซึ่งในหนังสือประท้วงระบุถึงหลักฐานแสดงว่ากัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

อย่างไรก็ดี รัฐมนตรีต่างประเทศย้ำว่า ไทยยังคงเปิดช่องให้มีการแก้ไขปัญหาแบบทวิภาคีในแนวทางสันติวิธีด้วยความสุจริตใจ

ขณะที่ทางการกัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหาของฝ่ายไทย ตามการรายงานของเฟรชนิวส์ (Fresh News) สื่อท้องถิ่น

พลโทหญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา กล่าวว่า ในฐานะผู้แทนกระทรวงกลาโหมกัมพูชา เราขอปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อข้อกล่าวอ้างของผู้แทนกองกำลังภาคพื้นดินของกองทัพบกไทยที่กล่าวหาว่าเกิดการปะทะกัน กองทัพกัมพูชาได้ปฏิบัติตามคำสั่งและข้อตกลงภายใต้การหยุดยิงอย่างเคร่งครัด ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 28 ก.ค. 2025

ในการพิสูจน์ว่ากัมพูชาได้ทำตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด จึงได้เชิญบุคคลที่สามเข้าร่วมสังเกตการณ์ พลเอกเตีย เซ็ยฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชาแจ้งว่า กระทรวงกลาโหมกัมพูชาจะนำคณะผู้แทนนักการทูต ผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ เข้าตรวจสอบสถานการณ์จริงตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย

ส่วนทางด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งระบุว่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพมาเลเซียเดินทางถึงกัมพูชาในบ่ายวันอังคาร (29 ก.ค.) เพื่อประชุมหารือกับพลเอกวงษ์ พิเสน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพกัมพูชา การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประสานงานการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงและการฟื้นฟูสถานการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติ

มาเลเซียตั้งทีมตรวจหยุดยิง 2 ชุด ในไทย-กัมพูชา

พล.อ.โมฮัมหมัด นิซัม ผู้บัญชาการกองทัพมาเลเซีย ย้ำว่าวัตถุประสงค์หลักของการเยือนกัมพูชาเมื่อ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา เพื่อให้มั่นใจว่ามีขั้นตอนที่มีประสิทธิภาพและการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง

ผู้บัญชาการกองทัพมาเลเซียระบุว่า มาเลเซียจะตั้งทีมติดตามตรวจสอบ 2 ชุด แบ่งเป็น ทีมหนึ่งประจำอยู่ในกัมพูชาโดยมีผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำกัมพูชาเป็นหัวหน้าคณะ และอีกทีมหนึ่งประจำอยู่ในไทยโดยมีผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำไทยเป็นหัวหน้าทีม

การประกาศตั้งทีมทำงานคู่ขนานดังกล่าวมีขึ้นในระหว่างการประชุมหารือระหว่าง พล.อ.วง พิเสน ผู้บัญชาการกองทัพกัมพูชา (RCAF) กับ พล.อ.โมฮัมหมัด นิซัม ฮาจิ จาฟฟาร์ ผู้บัญชาการกองทัพมาเลเซีย (MAF) ซึ่งนำคณะทำงานของมาเลเซียเยือนประเทศกัมพูชาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม

ภารกิจนี้ริเริ่มขึ้นภายใต้การนำของมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนปัจจุบัน มุ่งหวังที่จะสร้างความมั่นใจว่ามีการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงที่บรรลุเมื่อ 28 ก.ค. อย่างเต็มที่ ทีมสังเกตการณ์ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามข้อตกลงของทั้งกัมพูชาและไทย ได้ถูกส่งไปเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการติดตามการหยุดยิงแบบใหม่ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามและสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน