เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เจ้าสัวเจริญ ปรับพอร์ตสินทรัพย์ทำเลทอง 1.1 หมื่นล้าน ปิดดีลขายได้แล้ว 20 แปลง
Real Estate เจ้าสัวเจริญ ปรับพอร์ตสินทรัพย์ทำเลทอง 1.1 หมื่นล้าน ปิดดีลขายได้แล้ว 20 แปลง
กทม.อนุมัติเงินช่วยน้ำท่วมแล้ว 3 แสนราย ระดมทีมช่าง เร่งประเมิน ขยายเวลารับคำร้อง
Economic กทม.อนุมัติเงินช่วยน้ำท่วมแล้ว 3 แสนราย ระดมทีมช่าง เร่งประเมิน ขยายเวลารับคำร้อง
ยูนิลีเวอร์ ย้ำไทย Regional R&D & Innovation Hub
Business ยูนิลีเวอร์ ย้ำไทย Regional R&D & Innovation Hub
ขานรับเกณฑ์ใหม่ซื้อขายหุ้น ‘InnovestX’ วิเคราะห์ดึงดูดฟันด์โฟลว์
Finance ขานรับเกณฑ์ใหม่ซื้อขายหุ้น ‘InnovestX’ วิเคราะห์ดึงดูดฟันด์โฟลว์
จับชีพจร ‘อสังหาฯ’ ‘นิคม’ มาแรง ‘ออฟฟิศ’ หั่นราคาเดือด 
Real Estate จับชีพจร ‘อสังหาฯ’ ‘นิคม’ มาแรง ‘ออฟฟิศ’ หั่นราคาเดือด 
‘พูนพงษ์’ วางกรอบงาน เข้ม ‘พาณิชย์จังหวัด-ทูตพาณิชย์’
Economic ‘พูนพงษ์’ วางกรอบงาน เข้ม ‘พาณิชย์จังหวัด-ทูตพาณิชย์’
ปิดฉากประชุม IMF ‘กอร์เกียวา’ ยกย่องผ้าไหมไทย หยอดหวานใส่ประชุมทุกวัน-ไทยคว้าเหรียญทอง
World ปิดฉากประชุม IMF ‘กอร์เกียวา’ ยกย่องผ้าไหมไทย หยอดหวานใส่ประชุมทุกวัน-ไทยคว้าเหรียญทอง
ลุุยพลิกฟื้น “อควาเรียมหอยสังข์” จากโปรเจ็กต์ร้าง 18 ปี สู่แลนด์มาร์กแห่งใหม่สงขลา
Real Estate ลุุยพลิกฟื้น “อควาเรียมหอยสังข์” จากโปรเจ็กต์ร้าง 18 ปี สู่แลนด์มาร์กแห่งใหม่สงขลา
เริ่มม.ค.70 ปิด ‘ถนนบรมราชชนนี’ สร้างส่วนขยาย ‘คู่ขนานลอยฟ้า’ เสร็จ ม.ค. 73
Real Estate เริ่มม.ค.70 ปิด ‘ถนนบรมราชชนนี’ สร้างส่วนขยาย ‘คู่ขนานลอยฟ้า’ เสร็จ ม.ค. 73
ASW ร่วมทุน ‘ญี่ปุ่น’ ผุดแคมปัสคอนโดฯ ย่านเกษตร
Real Estate ASW ร่วมทุน ‘ญี่ปุ่น’ ผุดแคมปัสคอนโดฯ ย่านเกษตร
ดูทั้งหมด

สัญญาณ…อันตราย ! ของเศรษฐกิจอเมริกัน

10 ก.ย. 2568 | 07:36น.
Phase 1 of San Diego's new International Airport's Terminal 1
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

ตัวเลขการจ้างงานอย่างเป็นทางการของสหรัฐอเมริกาล่าสุด ซึ่งเป็นสถิติการจ้างงานของเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ถูกเผยแพร่ออกมาโดย สำนักงานสถิติแรงงาน (บีแอลเอส) เมื่อวันที่ 5 กันยายน แสดงให้เห็นว่า ตลอดเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีการว่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นเพียง 22,000 คน ต่ำกว่าที่มีการคาดการณ์กันเอาไว้ที่ 80,000 คน อยู่มากมายเหลือเกิน

ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเลขของ “บีแอลเอส” ยังแสดงให้เห็นว่า แม้ว่าจะมีการปรับสถิติจ้างงานของเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นจากที่เคยแถลงไว้ก่อนหน้าเล็กน้อย แต่ก็มีการปรับสถิติของเดือนก่อนหน้าคือเดือนมิถุนายนให้ลดลงมากถึง 13,000 คน ผลก็คือ ทำให้เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กลายเป็นเดือนแรกที่มีการจ้างงานลดน้อยลงนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2020 เป็นต้นมา

สถิติการจ้างงานถือเป็นดัชนีชี้สภาวะเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างยิ่งในเชิงวิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากตัวเลขเกี่ยวกับ “แรงงาน” คือปลายทางสุดท้ายที่บรรดาดัชนีทางด้านเศรษฐกิจอื่น ๆ สะท้อนออกมาให้เห็น หากเศรษฐกิจยิ่งดี กิจการธุรกิจไหลลื่น การจ้างงานย่อมเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ทำนองเดียวกัน การลดลงของภาวะการจ้างงานเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในรายงานประจำเดือนสิงหาคม ย่อมเป็นสัญญาณแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐอเมริกาเกิดปัญหาขึ้นแล้ว

นอกจากภาวะชะลอตัวของการจ้างงานแล้ว รายงานประจำเดือนสิงหาคมแสดงให้เห็นว่า อัตราว่างงานในสหรัฐอเมริกาเริ่มกระดิกตัวสูงขึ้นอีกด้วยเป็น 4.3% ซึ่งเป็นอัตราว่างงานสูงสุดในรอบ 4 ปีของสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว

ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เฉพาะในเดือนสิงหาคม มีคนอเมริกันตกงานเพิ่มมากขึ้นถึง 3 ล้านคน เมื่อเทียบกับ 1 ปีก่อนหน้า ยิ่งไปกว่านั้น จากสถิติยังแสดงให้เห็นด้วยว่า ในจำนวน 3 ล้านคนดังกล่าว มีมากถึง 1.9 ล้านคน ที่เป็นคนว่างงานระยะยาว กล่าวคือ ไม่มีงานทำอย่างน้อย 6 เดือนต่อเนื่องกัน และเช่นกันตัวเลขคนว่างงานระยะยาวในเดือนสิงหาคมปีนี้ก็เพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นเดียวกันถึง 385,000 คน เมื่อเทียบกับสถิติของเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา

นักวิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์ระบุว่า จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้ แสดงให้เห็นว่า การเพิ่มขึ้นสูงและเร็วมากของอัตราการว่างงานระยะยาว ล้วนเกี่ยวพันกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั้งสิ้น และเชื่อว่าครั้งนี้ก็หนีไม่พ้นอีหรอบเดียวกัน

เมื่อมองลึกลงไปในสถิติแรงงานประจำเดือนสิงหาคม ข้อมูลชี้ว่า แรงงานหนุ่มสาวอายุระหว่าง 20 ถึง 24 ปี มีอัตราว่างงานสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด คือพุ่งพรวดไปอยู่ที่ 9.2 เปอร์เซ็นต์ ในเดือนดังกล่าว ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 2021 เป็นต้นมา ตัวเลขดังกล่าวนี้ยิ่งสะท้อนให้เห็นความย่ำแย่ของตลาดแรงงานสหรัฐอเมริกา เนื่องจากแรงงานในช่วงวัยดังกล่าว เป็นช่วงวัยเริ่มแรกที่จะก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานนั่นเอง

ตัวเลขประจำเดือนสิงหาคมไม่ใช่เดือนแรกที่สถิติแรงงานส่อแสดงให้เห็นปัญหาออกมา ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” เคยแสดงอาการกราดเกรี้ยวและออกมากล่าวหาว่ามีการตกแต่งตัวเลข เมื่อสถิติในเดือนกรกฎาคมออกมาแย่กว่าที่คาดการณ์กันไว้ จนถึงกับลงมือเปลี่ยนตัวหัวหน้าสำนักงานบีแอลเอสในที่สุด แต่นักวิชาการกลับเห็นตรงกันว่า แทนที่จะไปโยนบาปให้กับบีแอลเอส ทรัมป์ควรตำหนิตัวเองมากกว่าใครในฐานะที่เป็นผู้ก่อให้เกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้นมาทั้งหมด

นโยบายของทรัมป์ ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นกับเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาทั้งระบบ เกิดความยุ่งยาก วุ่นวาย และไม่แน่นอนขึ้นทั้งในฝั่งอุปสงค์และอุปทาน ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อคนอเมริกันทั้งที่อยู่ในส่วนของแรงงานและในส่วนที่เป็นผู้บริโภคไปพร้อม ๆ กัน

นโยบายหนึ่งซึ่งส่งผลกระทบในทางลบอย่างชัดเจนก็คือ นโยบายผลักดันผู้อพยพออกนอกประเทศ สถิติอย่างเป็นทางการแสดงให้เห็นว่า ประชากรที่เป็นแรงงานอพยพ ซึ่งเข้ามาปักหลักทำมาหากินในสหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้มีจำนวนลดลงมากถึง 1.2 ล้านคน ส่งผลให้เกิดภาวะตึงตัวไปจนถึงขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมหลายอย่าง ตั้งแต่อุตสาหกรรมการเกษตรเรื่อยไปจนถึงการก่อสร้าง ไม่เว้นแม้แต่บริการรับเลี้ยงเด็กและบริการดูแลด้านอื่น ๆ

มีรายงานจาก 26 รัฐของสหรัฐอเมริกาว่า การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างลดน้อยลง และโครงการก่อสร้างสำคัญ ๆ ต้องชะลอช้าลงเพราะเกิดขาดแคลนแรงงาน ผลต่อเนื่องที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือราคาบ้านจะถีบตัวสูงขึ้น ในขณะที่บรรดาสาธารณูปโภคพื้นฐาน อาทิ ถนนหนทางก็จะขาดการซ่อมบำรุง โรงงานการผลิตต่าง ๆ ไม่ได้รับการก่อสร้างขึ้นมาตรงตามเวลาที่ต้องการ แม้แต่ภัตตาคาร ร้านอาหารก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วยเช่นกัน

นักวิเคราะห์และนักวิชาการเล็งเห็นตรงกันว่า การดื้อแพ่ง ดำเนินการตามนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของทรัมป์ สร้างปัญหาให้เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย สำหรับนักธุรกิจ นโยบายทรัมป์ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้นสูงมาก ในขณะที่ทำให้สินค้าหลายอย่างราคาสูงขึ้น หรือขาดแคลนสำหรับผู้บริโภค ตัวเลขผลผลิตจากภาคการผลิตของสหรัฐอเมริกา หดตัวลง 6 เดือนต่อเนื่องกัน ซึ่งไม่ส่งผลดีกับแรงงานชาวอเมริกันและครอบครัวอย่างแน่นอน

สถานการณ์ของตลาดแรงงานอเมริกันมีแนวโน้มจะย่ำแย่ลงมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อพิจารณาจากกฎหมายงบประมาณใหม่ของทรัมป์ ที่หั่นเงินช่วยเหลือซึ่งเคยเป็นหลักประกันสุขภาพและความช่วยเหลือด้านอาหารสำหรับชนชั้นผู้ใช้แรงงาน และส่งผลให้ค่าใช้จ่ายประจำ อย่างเช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และก๊าซเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่มีการปรับลดภาษีถาวรสำหรับอเมริกันผู้มั่งคั่งไปพร้อม ๆ กัน

นักเศรษฐศาสตร์ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า รัฐบาลทรัมป์ ก้าวขึ้นสู่อำนาจในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจัดอยู่ในระดับ “ดี” จนเป็นที่อิจฉาของทั่วโลก เอกชนเทเงินลงทุนในภาคการผลิตไม่น้อยกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่อัตราว่างงานอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ อัตราดอกเบี้ยเริ่มลดต่ำลงจากระดับที่เคยสูงลิ่วในยุควิกฤตโควิด โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้เวลาเพียงไม่นานกลับหน้ามือเป็นหลังมือได้อย่างเหลือเชื่อไปแล้วในเวลานี้