สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ หรือนิ้วกลม นักคิด-นักเขียน เจ้าของเพจ Roundfinger ที่มีผู้ติดตาม 1.1 ล้านคน เขียนเรื่องสถานการณ์การประท้วงครั้งใหญ่และมีความรุนแรงในเนปาล วิเคราะห์ผ่านการอ่านหนังสือ 4 เล่ม
วันที่ 10 กันยายน 2568 เพจ Sarawut Hengsawad สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ หรือนิ้วกลม โพสต์บทความเกี่ยวกับสถานการณ์การเมือง การประท้วงครั้งใหญ่ในเนปาล โดยตั้งประเด็นว่า “ประเทศล้มเหลว ความเหลื่อมล้ำที่กัดกร่อน ความเจ็บแค้นจากการเปรียบเทียบ และเจเนอเรชั่นที่กังวล ?”
สราวุธวิเคราะห์และติดตามข่าวเนปาล ผ่านหนังสือ 4 เล่ม ดังนี้
1.The Anxious Generation : ความเปราะบางของเจเนอเรชั่นสมาร์ทโฟน
Jonathan Haidt อธิบายว่า เด็กที่เติบโตในยุคสมาร์ทโฟนไม่ได้แค่เล่นอินเทอร์เน็ต แต่พวกเขาใช้โซเชียลมีเดียสร้างอัตลักษณ์และความสัมพันธ์
สำหรับเจน Z เนปาล การแบน Facebook, Instagram, YouTube จึงไม่ใช่แค่ปิดแพลตฟอร์ม แต่คือการ “ปิดบ้าน” ไล่คนออกไปจากโลกของตัวเอง ไม่ยอมให้พวกเขาเข้าบ้าน
ความวิตกกังวลที่ Haidt พูดถึงเปลี่ยนเป็นความโกรธ และความเปราะบางทางจิตใจ อาจกลายเป็นพลังขับเคลื่อนการต่อต้านที่รุนแรงรวดเร็ว เพราะนี่คือ “เรื่องใหญ่” ของพวกเขา
คนเจน X หรือ Babyboom อาจโตมากับการถูกปิดสื่อแบบทีวี วิทยุ นสพ. แต่นั่นเป็นแค่ “สื่อ” สำหรับคนเจน Z โซเชียลมีเดียไม่ใช่แค่สื่อ หากคือตัวตนและชีวิต
ลักษณะการเคลื่อนไหวที่เริ่มจากไวรัลออนไลน์ ไปสู่การชุมนุมใหญ่ในท้องถนน คือตัวอย่างของ “การเมืองแบบโซเชียลมีเดีย” ที่ Haidt เตือน
Haidt วิเคราะห์ว่าเด็กที่โตมากับโซเชียลมีเดีย เรียนรู้การเรียกร้องความถูกต้อง ผ่านการ “Call Out” (การประณาม) และการสร้างไวรัล
การประท้วงในเนปาลมีรูปแบบนี้ จุดเริ่มจากแฮชแท็กและการแชร์ออนไลน์ กลายเป็นมวลชนบนท้องถนน
และที่มองข้ามไม่ได้คือ โลกออนไลน์นอกจากเป็น “บ้าน” แล้ว ยังเป็น “หน้าร้าน” หรือแหล่งรายได้ของคนเจนนี้ด้วย !
2. Why Nations Fail : สถาบันการเมืองตรึงอำนาจพาชาติล่มสลาย
Daron Acemoglu และ James Robinson เสนอว่าชะตาของประเทศขึ้นกับว่า สถาบันทางสังคมการเมืองเป็น Inclusive (เปิดให้ทุกคนมีส่วนร่วม) หรือ Extractive (กดอำนาจไว้ในมือชนชั้นนำ)
เนปาลหลังปี 2008 เปลี่ยนจากระบอบกษัตริย์สู่สาธารณรัฐ แต่การเมืองยังหมุนอยู่ในวงจร “ชนชั้นนำผูกขาด”
การแบนโซเชียลมีเดียสะท้อนถึงการพยายาม “ปิด” และ “กันออก” ยิ่งขึ้นไปอีก
เล่มนี้บอกว่า “อำนาจผูกขาด” จะพยายามบล็อก “พลังสร้างสรรค์” และสิ่งนี้ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญมักนำไปสู่การล่มสลายของประเทศ
การประท้วงครั้งนี้ของคนเจน Z เพื่อต้องการ “มีส่วนร่วม” มิใช่ “ถูกกันออก” จากอำนาจ และเรียกร้องไปถึงการแก้โครงสร้างทางอำนาจ ผู้โดนเล่นงานจึงเป็น “ผู้มีอำนาจ” ที่เถลิงอำนาจในระบบบิดเบี้ยวที่มีมาเนิ่นนาน ซึ่งเห็นภาพแล้วชวนให้ตระหนักยิ่ง สำหรับประเทศที่ผูกขาดอำนาจไม่ต่างจากเนปาล
3. The Price of Inequality : ราคาที่สังคมทั้งประเทศต้องจ่าย
Joseph Stiglitz ชี้ว่า ความเหลื่อมล้ำไม่ใช่ปัญหาของ “คนจน” อย่างเดียว แต่คือต้นทุนของทั้งประเทศ
เนปาลเต็มไปด้วย Nepo Kids-ลูกหลานนักการเมืองและชนชั้นนำที่ได้รับอภิสิทธิ์เกินใคร คนหนุ่มสาวรู้สึกว่าอนาคตถูกขโมยไป ไม่ใช่เพราะจนอย่างเดียว แต่เพราะกติกาทั้งหมดเอื้อคนรวยซึ่งเป็นคนส่วนน้อย
Stiglitz เน้นว่า ความเหลื่อมล้ำไม่ใช่แค่เรื่องรายได้ แต่คือความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาส อำนาจ และสิทธิพลเมือง–ซึ่งเป็นรากของความไม่พอใจ โกรธแค้น เดือดดาล ที่พร้อมแปรเปลี่ยนเป็นความรุนแรงและเปลวไฟ
ความเหลื่อมล้ำสูงทำให้คนส่วนใหญ่หมดศรัทธาต่อสถาบันการเมืองและเศรษฐกิจ มองว่ากติกาถูกออกแบบมาเพื่อคนไม่กี่คน
ความเหลื่อมล้ำรุนแรงจะทำให้การเมืองถูกครอบงำโดยกลุ่มผลประโยชน์ สถาบันประชาธิปไตยอ่อนแอ ยิ่งผลักประเทศเข้าสู่วงจรเหลื่อมล้ำหนักขึ้น (อันนี้พอระยะยาวจะยิ่งเห็นภาพชัดและน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ)
เนปาลเปลี่ยนนายกฯ 13 คน ตั้งแต่ปี 2008 สะท้อนการเมืองไร้เสถียรภาพและการตรึงอำนาจ คุ้นมาก ไม่รู้มียุบพรรคมั้ย
ความมั่งคั่งและอำนาจกระจุกที่ชนชั้นนำ เศรษฐกิจไม่ Inclusive ประชาชนโดยเฉพาะเจน Z ที่โอกาสน้อย เพราะคนที่เกิดก่อนก็ยังครองพื้นที่เดิม จึงรู้สึกว่า “อนาคตถูกขโมยไป”
และเมื่อ “ปะทุ” ขึ้นมา นั่นคือตอนที่ผู้ถูกกดขี่บอกกับคนทั้งสังคมว่า ไม่ใข่แค่ฉันอีกต่อไปที่จะเป็นเหยื่อ แต่คือ “ทั้งประเทศ” ต้องจ่ายต่อความเหลื่อมล้ำวิปริตนี้ด้วย
4.The Broken Ladder : จิตวิทยาของการอยู่ล่างบันได
Keith Payne ชี้ว่า “ความรู้สึกว่าตัวเองอยู่ต่ำกว่า” มีผลต่อสมอง พฤติกรรม และการเมืองมากกว่าตัวเลขรายได้จริง
เจน Z เนปาลเปรียบเทียบตัวเองกับ “ลูกหลานชนชั้นนำ” แล้วเห็นชัดว่าตัวเองถูกทิ้งอยู่ล่างบันได
ความรู้สึกนี้นำไปสู่ ความเครียด ความสิ้นหวัง และการตอบสนองที่รุนแรงและรวดเร็ว (ตามสปีดเจน Z ที่ต้องการผลลัพธ์เร็วกว่าคนรุ่นพ่อแม่)
นี่คือ “ความเหลื่อมล้ำทางจิตวิทยา” ที่ Payne พูดถึงการเปรียบเทียบสร้างบาดแผลลึกในใจคนเสมอ หากจนเหมือนกันหมดไม่เป็นไร แต่การได้เห็นคนบางกลุ่มชีวิตดีอยู่กลุ่มเดียว นานวันเข้ามันทนความเจ็บปวดไม่ไหว
สราวุฒิเขียนตอนท้ายโพสต์ว่า “ส่วนตัวคิดว่าเหตุการณ์ที่เนปาลเป็นตัวอย่างที่สังคมไทย ผู้มีอำนาจ และผู้ตรึงอำนาจทั้งหลายควรพิจารณาให้ดี”
อย่าได้ประมาทพลังคนเจน Z และตระหนักเสมอว่าผู้ใหญ่ทั้งหลายไม่เข้าใจคนต่างเจนอย่างถ่องแท้นัก รวมทั้งอย่าได้ประเมินอารมณ์ความรู้สึก สปีด และการเมืองออนไลน์ของพวกเขาต่ำเกินไป
สถาบันการเมืองที่ตรึงอำนาจและกันคนส่วนใหญ่ออกจากสมการ คือรากของวิกฤตในระยะยาว อาจดูเหมือนกดเอาไว้ได้ แต่อาจไม่เสมอไป
ความเหลื่อมล้ำคือราคาที่ทั้งสังคมต้องจ่าย นั่นหมายถึง “ประเทศ” ล่มสลายได้ด้วยเรื่องนี้ รับรู้ความไม่เท่าเทียม กัดกร่อนจิตใจ และผลักคนไปสู่การลุกฮือ เดี๋ยวนี้เรามองเห็น “ชีวิตหรูหรา” ของผู้คนได้ง่ายขึ้นจากโลกออนไลน์ ความเจ็บแค้นยิ่งบ่มเพาะทุกวัน
นี่คือสัญญาณเตือนสำหรับประเทศใด ๆ ก็ตามที่ผู้ตรึงอำนาจเพลิดเพลินกับวิธีการและวิธีคิดแบบเดิม ๆ ทำให้สังคมเหลื่อมล้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ หากละเลยอารมณ์ของรุ่นใหม่ + ความเหลื่อมล้ำที่กัดกร่อน + สถาบันที่ไม่เป็นธรรม + ความเจ็บปวดจากการเปรียบเทียบ ก็ระวังว่าวันใดวันหนึ่งข้างหน้าอาจต้องเผชิญสถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นที่เห็น
ซึ่งมันไม่ได้แย่เฉพาะ “พวกท่าน” หากคือการพังทลายของ “ประเทศ”
โปรดตระหนักให้จงหนักด้วยเทอญ
