Skip to content

นักวิชาการกฎหมายระหว่างประเทศเห็นด้วย เร่งคืนเชลยศึกชาวกัมพูชา เหตุผลด้านยุทธศาสตร์

07 พ.ย. 2568 | 10:00น.
นักวิชาการกฎหมายระหว่างประเทศเห็นด้วย เร่งคืนเชลยศึกชาวกัมพูชา เหตุผลด้านยุทธศาสตร์

ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศเห็นด้วยกับการตัดสินใจเร่งคืนเชลยศึกกัมพูชา เผยเหตุผลด้านยุทธศาสตร์ การยืนยันกับโลกว่า ไทยได้ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

จากรณีรายงานว่ากองทัพเตรียมปล่อยตัวเชลยศึกชาวกัมพูชาในวัน 12 พฤศจิกายนนี้ อาจารย์ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวให้ความเห็นว่า เห็นด้วยกับการตัดสินใจเร่งคืนเชลยศึกกัมพูชา

นักวิชาการอธิบายว่า ตามกฎหมายสงคราม ไทยมีสิทธิสามารถควบคุมตัวเชลยศึกไว้ได้จนกว่า “การเป็นปรปักษ์” หรือในภาษาอังกฤษ “Active Hostility” จะยุติลง

“แต่การมีสิทธิ ไม่ได้แปลว่าต้องใช้สิทธิที่มีเสมอไป ซึ่งไทยควรจะใช้สิทธิที่มีหรือไม่นั้น ต้องประเมินในเชิงยุทธศาสตร์ด้วย” อาจารย์ภัทรพงษ์กล่าว

การควบคุมตัวเชลยศึกเหล่านี้ไว้ต่อไป ไม่ได้ทำให้ไทยได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ ​(ว่ากันว่า ผู้นำกัมพูชาอาจจะไม่ได้ใส่ใจกับคนเหล่านี้ด้วยซ้ำ) ยิ่งไปกว่านั้น การคุมตัวจะทำให้ไทยถูกติดตามจับตามองจากหลายฝ่ายว่า กองทัพปฏิบัติตามกฎหมายและหลักมนุษยธรรมหรือไม่

ในทางตรงกันข้าม การประกาศว่าจะเร่งคืนเชลยศึกกลับไป ภายใต้เงื่อนไขว่ากัมพูชาถอนอาวุธหนักและไม่ขัดขวางการเก็บกู้ทุ่นระเบิด (ซึ่งคือหลักฐานว่า Active Hostility เริ่มคลี่คลายและยุติลง) จะเป็นการยืนยันกับโลกว่า ไทยได้ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด และดำเนินการปฏิญญามาเลเซียที่ไทยลงนามร่วมกับกัมพูชาด้วยความจริงใจ พร้อมฟื้นฟูความสัมพันธ์สองประเทศภายใต้กรอบกติกาสากล ตามที่ประกาศไว้

เมื่อ 6 พฤศจิกายน นายสีหศักดิ์​ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงรายงานข่าวการปล่อยตัวเชลย ขณะเดินทางมาถึง​ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง เพื่อร่วมคณะของนายกรัฐมนตรีในการเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการว่า​ เท่าที่ทราบ​ได้รับรายงานว่าจะมีการปล่อยตัวในวัน 12 พฤศจิกายนนี้​ แต่ขอให้ฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้ยืนยันอีกครั้ง​ ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไข​ที่ไทยกำหนด​ ทั้งการเคลื่อนย้านอาวุธหนัก​ เพื่อเปิดพื้นที่เก็บกู้ทุ่นระเบิด​ ส่วนจะเป็นวันที่​ 12 หรือ​ 13 พฤศจิกายน​ ค่อยว่าการกันอีกที​