“Trump Gold Card” เปิดขายแล้ว ราว 32 ล้านบาท ทรงพลังกว่ากรีนการ์ด
รัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดจำหน่าย “Trump Gold Card” อย่างเป็นทางการในวันนี้ (10 ธ.ค.) ชี้เหมือนกรีนการ์ด แต่ทรงพลังกว่า จ่ายราว 32 ล้านบาท เข้าประเทศแบบเร่งด่วน ระยะเวลาดำเนินการประมาณหลายสัปดาห์
รอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า รัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เปิดตัวโครงการวีซ่า “Trump Gold Card” หรือ “บัตรทองทรัมป์” อย่างเป็นทางการในวันที่ 10 ธันวาคม ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อเป็นเส้นทางให้ผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองสหรัฐได้รับอนุญาตเข้ามาพำนักในประเทศได้แบบเร่งด่วน
เว็บไซต์ Trumpcard.gov พร้อมปุ่ม “สมัครเลย” เปิดให้ผู้สนใจชำระค่าธรรมเนียม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 4.75 แสนบาท ให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ เพื่อการดำเนินการอย่างรวดเร็ว หลังผ่านการตรวจสอบประวัติ หรือกระบวนการคัดกรองหลายสัปดาห์ โดยผู้สมัครจะต้องชำระ “เงินบริจาค” ที่เว็บไซต์เรียกว่า “ของขวัญ” จำนวน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32 ล้านบาท) เพื่อให้ได้รับวีซ่าที่มีลักษณะคล้าย “กรีนการ์ด” ซึ่งอนุญาตให้พำนักและทำงานในสหรัฐได้
“มันก็เหมือนกรีนการ์ดนั่นแหละ แต่ดีกว่ามาก ทรงพลังกว่ามาก และเป็นเส้นทางที่แข็งแกร่งกว่าอย่างมากด้วย” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาว และกล่าวว่า “เส้นทางนี้สำคัญมาก ต้องเป็นคนที่มีความสามารถสูงเท่านั้น”

ความแตกต่างกับวีซ่าอื่น ๆ
ทรัมป์กล่าวว่า วีซ่าโกลด์การ์ดมีสิทธิพิเศษเช่นเดียวกับกรีนการ์ด แต่ไม่เหมือนกับวีซ่า H-1B ซึ่งอนุญาตให้นายจ้างสามารถจ้างชาวต่างชาติที่ไม่ใช่พลเมืองสหรัฐสำหรับตำแหน่งงานที่มีทักษะสูงเป็นการชั่วคราว
ระยะเวลาของวีซ่า มีอายุ 3 ปี และสามารถต่ออายุได้ 1 ครั้ง รวมเป็น 6 ปี โดยผู้รับวีซ่าต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือสูงกว่าในสาขาที่เกี่ยวข้องกับความเชี่ยวชาญของตน
ระยะเวลาดำเนินการ
สำหรับกระบวนการสมัครวีซ่าทรัมป์โกลด์การ์ด ในเว็บไซต์ระบุว่า เมื่อกรอกใบสมัครและชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว กระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณหลายสัปดาห์ และผู้สมัครต้องเข้ารับการสัมภาษณ์พร้อมทั้งส่งเอกสารเพิ่มเติมใด ๆ ให้ทันภายในเวลาที่กำหนด ขณะที่กรีนการ์ดใช้ระยะเวลาดำเนินการขอวีซ่านานหลายเดือน หรืออาจถึง 1-2 ปี
อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่าจะใช้เวลาในการตรวจสอบประวัตินานเท่าไร
อีกทั้งยังระบุว่า ผู้สมัครที่ได้รับการอนุมัติจะได้รับ “สถานะผู้พำนักถาวรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย” ในฐานะผู้ถือวีซ่า EB-1 หรือ EB-2 ซึ่งเป็นวีซ่าทำงานที่มอบให้แก่บุคคลที่มีความสามารถพิเศษหรือโดดเด่น
ประธานาธิบดีกล่าวว่า จะไม่มีการจำกัดจำนวนทรัมป์โกลด์การ์ดที่มอบให้แก่ผู้สมัคร เนื่องจากต้องการดึงดูด “คนที่ยอดเยี่ยมที่สุด” เข้ามาในประเทศ
ฮาวเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ กล่าวว่า มีผู้ลงทะเบียนสมัครทรัมป์โกลด์การ์ดล่วงหน้าแล้วประมาณ 10,000 คน และคาดว่าจะมีผู้คนอีกมากที่จะสมัครเพิ่ม
“ผมคาดว่าในอนาคตเราจะขายโกลด์การ์ดเหล่านี้ได้เป็นพัน ๆ ใบ และระดมทุนได้หลายพันล้านดอลลาร์” ลุตนิกกล่าว อีกทั้งระบุว่า โกลด์การ์ดนี้จะดึงคนเข้ามาในสหรัฐ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ โดยเปรียบเทียบกับผู้ถือกรีนการ์ดทั่วไปว่า ผู้ถือกรีนการ์ดมีรายได้โดยเฉลี่ยน้อยกว่าคนอเมริกันทั่วไป และมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระบบสวัสดิการ หรือมีสมาชิกในครอบครัวที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล อย่างไรก็ดี ลุตนิกไม่ได้ให้หลักฐานใด ๆ ประกอบคำกล่าวอ้างนี้
รัฐบาลทรัมป์ดำเนินมาตรการปราบปรามการอพยพเข้าเมืองอย่างกว้างขวาง โดยเนรเทศผู้ที่อยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมายหลายแสนคน และยังใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อกีดกันการอพยพเข้าเมืองแบบถูกต้องตามกฎหมายด้วยเช่นกัน
ทรัมป์โกลด์การ์ดเป็นการสร้างความสมดุลในแบบของทรัมป์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างรายได้ให้กับกระทรวงการคลังสหรัฐ ในลักษณะเดียวกับที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งเคยเป็นนักธุรกิจนิวยอร์กและพิธีกรเรียลิตี้โชว์ อ้างถึงความสำเร็จของมาตรการเก็บภาษีศุลกากรของเขามาแล้ว
ลุตนิกยังระบุว่า มีโครงการโกลด์การ์ดสำหรับบริษัทด้วย ซึ่งอนุญาตให้บริษัทต่าง ๆ ขอวีซ่าแบบเร่งด่วนให้พนักงานที่ต้องการนำเข้ามาทำงานในสหรัฐ โดยต้องจ่ายเงินบริจาค 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 63 ล้านบาท) ต่อพนักงานหนึ่งคน
ที่มา : มติชน, CNN, The Hill