สื่อไต้หวันถอดรหัส ไทย-กัมพูชา “สงครามลูกผสม 100 วันบุกถึงพนมเปญ”
Global Warline (環球大戰線) รายการวิเคราะห์สถานการณ์โลกชื่อดังของไต้หวัน ตั้งโต๊ะถอดรหัสเบื้องหลังปฏิบัติการทางทหารของไทย ว่าอาจไม่ใช่แค่ความขัดแย้งเรื่องพรมแดนแบบเดิม แต่เป็น “สงครามลูกผสม” (Hybrid Warfare) ที่หวังผลทั้งการเมืองภายในประเทศและการกวาดล้างอิทธิพลมืดข้ามชาติที่กัดกินเศรษฐกิจภูมิภาค ลือ 100 วันปฏิบัติการถึงพนมเปญ
เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2025 ช่องโกลบอล นิวส์ ทีวี (Global News TV) สถานีโทรทัศน์ช่องเคเบิลของไต้หวันตั้งโต๊ะอภิปรายถึงสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเย่ ซือหมิน (葉思敏) ผู้ดำเนินรายการเปิดประเด็นว่า :
“ตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุขัดแย้งได้ยกระดับสู่การสู้รบเต็มรูปแบบ ครอบคลุมพื้นที่แนวรบกว่า 817 กิโลเมตร จนเริ่มควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ กองทัพไทยส่งเครื่องบินรบ F-16 และ Gripen โจมตีทางอากาศในจังหวัดเสียมราฐ ขณะที่กัมพูชาตอบโต้ด้วยจรวดหลายลำกล้อง ท่ามกลางกระแสข่าวลือจากวงในกองทัพไทย ว่ามีเป้าหมายจะ ‘บุกถึงพนมเปญภายใน 100 วัน’ จนทำให้นักธุรกิจต่างชาติ (ไต้หวัน) เริ่มอพยพครอบครัวหนีไปยังฟิลิปปินส์”
การเมืองนำการทหาร : เดิมพันเก้าอี้รัฐบาล
พล.อ.หลี่ เจิ้งเจี๋ย (栗正傑) อดีตนายพลกองทัพไต้หวัน วิเคราะห์ถึงจุดประสงค์แฝงทางการเมืองของไทยไว้ว่า :
“การทหารต้องรับคำสั่งจากนักการเมืองเสมอ… ผมเชื่อว่าเป้าหมายของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ชัดเจนมาก คือการสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรคการเมืองของตนเอง ซึ่งปัจจุบันเป็นพรรคเสียงข้างน้อย หากเขาสามารถคว้าชัยชนะในศึกครั้งนี้ได้ จะส่งผลโดยตรงต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในอีก 60 วันข้างหน้า”
ในแง่ของศักยภาพทางทหาร พล.อ.หลี่ เสริมว่า :
“ไทยมีขีดความสามารถที่จะบุกถึงพนมเปญได้จริง เพราะครองความได้เปรียบทางอากาศอย่างสมบูรณ์และมีกำลังยานเกราะที่เหนือกว่า ทั้งรถถัง VT-4 จากจีน และ M60 จากสหรัฐ แต่ในทางปฏิบัติเขาอาจจะไม่บุกเข้ายึดเมืองหลวง เพราะการรบในเมืองนั้นยากลำบาก เป้าหมายหลักคือการโชว์ศักยภาพเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง และรอจังหวะตอบรับการไกล่เกลี่ยจากมหาอำนาจอย่างทรัมป์หรือจีนในภายหลังเพื่อกู้ภาพลักษณ์”
ปฏิบัติการบังหน้า : ล้างบางคอลเซ็นเตอร์
ด้าน เผิง หัวกั้น (彭華幹) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรม ตั้งข้อสังเกตว่าสงครามครั้งนี้คือการกวาดล้าง “อาณาจักรแก๊งคอลเซ็นเตอร์” ในกัมพูชาที่กัดกินเศรษฐกิจในไทย :
“ไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการท่องเที่ยวเพราะคดีอาชญากรรมข้ามชาติ… การที่ไทยยืนกรานว่า ‘ไม่ต้องมีใครมาช่วยไกล่เกลี่ย’ เพราะเป้าหมายคือการกวาดล้างกลุ่มมิจฉาชีพในพื้นที่ ‘โพธิสัตว์’ และ ‘อุดรมีชัย’ (2 จังหวัด ฐานลับสแกมเมอร์) โหดร้ายยิ่งกว่ารังสแกมเมอร์เคเคปาร์ก (ในเมียนมา) เสียอีก… ปฏิบัติการครั้งนี้ทำลายอาคารนิคมอาชญากรรมไปกว่า 80% เพื่อดึงความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวจีนให้กลับคืนมา”
นายเผิงยังระบุถึง “กลุ่มเฉินจื้อ” (Chen Zhi Group) ทุนจีนสีเทาที่ถูกสหรัฐ อายัดทรัพย์สินกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ว่าเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะเป็นบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองจากผู้มีอำนาจในกัมพูชา ซึ่งไทยตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ทนอีกต่อไป
ท่าทีของปักกิ่ง : นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว
ทางด้าน ซุน ต้าเชียน (孫大千) อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติ วิเคราะห์ถึงเหตุผลที่รัฐบาลปักกิ่งยังคงสงวนท่าที แม้แต่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐจะพยายามเข้ามาแทรกแซง แต่ไทยกลับไม่ยอมฟัง :
“เหตุผลที่ปักกิ่งยังไม่เข้าแทรกแซงนั้นง่ายมาก ข้อแรก จีนต้องประเมินก่อนว่าเป้าหมายที่แท้จริงของไทยคืออะไร และบรรลุเป้าหมายนั้นหรือยัง หากไทยยังมีแผนการที่ยังทำไม่สำเร็จ ต่อให้โทรศัพท์ไป 100 สาย ไทยก็จะไม่ยอมหยุดรบ”
นอกจากนี้ คุณซุนยังชี้ให้เห็นถึงชั้นเชิงทางการทูตของจีนว่า
“ปกติรัฐบาลปักกิ่งจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับข้อพิพาทด้านอธิปไตย เพราะหากจีนก้าวก่ายกรณีปราสาทพระวิหาร ประเทศอื่นก็จะใช้เป็นบรรทัดฐานเข้ามาแทรกแซงเรื่องภายในของจีน อย่างกรณีหมู่เกาะเตียวหยู-ไต้หวันของจีนได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม เพื่อรักษาผลประโยชน์ในโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road) ทั้งรถไฟไทย-จีน และคลองฟูนันในกัมพูชา สุดท้ายจีนจะหาจังหวะที่แม่นยำที่สุดเข้ามายุติสงครามนี้ เมื่อเห็นว่าไทยบรรลุวัตถุประสงค์ในการถอนรากถอนโคนอิทธิพลมืดแล้ว”
ปิดท้ายรายการ ซุน ต้าเชียน กล่าวว่า
“เชื่อว่าเพื่อความสงบสุขของพื้นที่โดยรอบ และเพื่อผลประโยชน์ของจีนแผ่นดินใหญ่เอง จีนย่อมหวังว่าสงครามครั้งนี้จะสงบลงโดยเร็วที่สุด ส่วนจะเลือกแทรกแซงในช่วงเวลาใด จะใช้วิธีการแบบเปิดเผยหรือเป็นการเจรจาทางลับนั้น ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการวางหมากและจังหวะปฏิบัติการของรัฐบาลปักกิ่งครับ”