คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
นับตั้งแต่วันที่สั่งให้มีปฏิบัติการสายฟ้าแลบ จับกุมตัว “นิโคลาส มาดูโร” ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็แสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ต้องการเข้าไปควบคุมการผลิตน้ำมันดิบที่นั่น
หลังปฏิบัติการดังกล่าว คริส ไรท์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐอเมริกา ประกาศชัดว่า สหรัฐมีเจตนาที่จะเข้าไป “กำกับดูแล” การขายน้ำมันของเวเนซุเอลาอย่างแน่นอน ทรัมป์เองอ้างว่า บริษัทน้ำมันสัญชาติอเมริกัน “พร้อมแล้ว” ที่จะเข้าไปดำเนินกิจการในเวเนซุเอลาอีกครั้ง ในขณะที่รัฐบาลเวเนซุเอลา ภายใต้การนำของ เดลีย์ โรดริเกวซ รองประธานาธิบดีที่รักษาการในตำแหน่งประธานาธิบดี ก็ประกาศพร้อมให้ความร่วมมือ โดยจะจัดส่งน้ำมันดิบระหว่าง 30-50 ล้านบาร์เรลไปขายให้สหรัฐอเมริกา
ปัญหาก็คือ ในทรรศนะของผู้เชี่ยวชาญ ทุกอย่างไม่ได้ง่ายชนิดปอกกล้วยเข้าปากเช่นนั้น ทุกคนชี้ว่า การฟื้นฟูขีดความสามารถในการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาให้กลับคืนมาเต็มรูปแบบนั้น ไม่เพียงจำเป็นต้องใช้เวลานานหลายปียังต้องการเงินลงทุนอีกมหาศาลหลายพันหลายแสนล้านดอลลาร์เลยทีเดียว
กลไกการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลา ถูกบ่อนเซาะทำลายมานานนับสิบปีทั้งจากการแซงก์ชั่นของสหรัฐอเมริกาและจากความผิดพลาดในการบริหารจัดการของเวเนซุเอลาเอง ทุกวันนี้ เวเนซุเอลา ผลิตน้ำมันดิบได้ราว 800,000 บาร์เรลต่อวัน ขณะที่ผลผลิตโดยเฉลี่ยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอยู่ที่เพียงแค่ราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวันเท่านั้น
แม้ว่าจะมีแหล่งน้ำมันดิบสำรองขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ในมือก็ตามที ทำให้ในเวลานี้ เวเนซุเอลาตามหลังบรรดาชาติในอ่าวเปอร์เซียอยู่สุดกู่ ทั้งในแง่ศักยภาพในการผลิต และต้นทุนการผลิตที่ประเทศในบริเวณอ่าวเปอร์เซียใช้ต้นทุนต่ำกว่าอยู่มาก
แน่นอน หากมีการลงทุนเพิ่มเติม เวเนซุเอลาก็สามารถจะผลิตน้ำมันดิบออกมาได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ย้อนหลังไปเมื่อ 20 ปีก่อน ประเทศนี้เคยมีกำลังการผลิตสูงถึง 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่การฟื้นฟูให้กลับไปผลิตได้ในระดับนั้นอีกครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายดายแน่ ๆ
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ในเวลานี้มีบ่อน้ำมันบางแห่งและระบบลำเลียงบางส่วนที่สามารถฟื้นศักยภาพกลับมาได้ด้วยการลงทุนเพิ่มไม่มากนัก (ราว 10,000-20,000 ล้านดอลลาร์ โดยประมาณ) เพื่อให้สามารถผลิตน้ำมันดิบเพิ่มอีกราว 500,000 บาร์เรลต่อวันได้ภายในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ผลผลิตน้ำมันดิบโดยรวมของประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 1,500 ล้านบาร์เรลต่อวัน
แต่ถ้าจะให้ผลิตได้มากกว่านั้น ระดับการลงทุนจะต้องเพิ่มขึ้นมหาศาล เพื่อเปิดหลุมขุดเจาะใหม่ และทำระบบลำเลียงเสียใหม่ เม็ดเงินลงทุนที่ว่านี้ ต้องไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงระยะเวลา 10 ปีเลยทีเดียว
คำถามก็คือว่า ใครจะไปลงทุนในระดับนั้น และใครจะเป็นผู้การันตีว่า ทุกอย่างจะคงสภาพเหมือนเช่นตอนนี้ได้ในช่วงอีก 10 ปีข้างหน้า
บริษัทน้ำมันอเมริกัน อาทิ เชฟรอน, เอ็กซอนโมบิล และโคโนโคฟิลลิปส์ เคยทำได้มาก่อน และมีทั้งความชำนาญเชิงเทคนิคและมีทั้งเงินทุนที่สามารถทำได้อีกครั้งในเวลานี้ ยังไม่ยอมผูกมัดตัวเองตามแผนการของทรัมป์ ยิ่งไปกว่านั้น ทุกวันนี้เวเนซุเอลามีบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ คือ บริษัท พีดีวีเอสเอ ซึ่งไม่เคยมีอยู่ในอดีต ทำให้การกลับเข้าไปลงทุนอีกครั้งจำเป็นต้องมีอีกมากมายหลายอย่างต้องทำ มากกว่าการเดินเข้าไปลงทุนเฉย ๆ เหมือนที่ผ่านมา
เอ็กซอนโมบิลกับโคโนโคฟิลลิปส์ เลือกที่จะถอนตัวออกมาแล้วฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายแทน เมื่อรัฐบาลเวเนซุเอลาประกาศยึดกิจการเป็นของรัฐ แต่เชฟรอนกลับยังคงอยู่ ทำให้หลายคนเชื่อว่าน่าจะได้รับประโยชน์จากแผนของทรัมป์มากที่สุด
ข้อเท็จจริงก็คือ “เชฟรอน” ในเวลานี้อยู่ในสถานะ “ร่วมทุน” กับ พีดีวีเอสเอ และผลิตน้ำมันดิบออกมาได้เพียง 200,000 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น แน่นอน เชฟรอนมีพนักงานท้องถิ่นที่รู้จักพื้นที่ดีและสามารถขยายการดำเนินงานได้ง่าย แต่ก่อนจะถึงขั้นตอนนั้น ทุกอย่างต้องกลับไปเริ่มต้นที่การปรับแก้ข้อตกลงเดิมที่บริษัทเคยทำไว้เมื่อปี 2007 ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาไม่ใช่น้อยก่อนที่จะเริ่มขยายการผลิต
นอกเหนือจากนั้น ยังมีข้อเท็จจริงเชิงเทคนิคที่ต้องพิจารณาอีก 2 ประการ หนึ่งก็คือ น้ำมันดิบในเวเนซุเอลา เป็นน้ำมันดิบชนิด “เฮฟวี่” กล่าวคือมีความหนืดสูงมาก บ่อยครั้งที่จำต้อง “นำเข้า” น้ำมันดิบชนิดเบา หรือ “ไลท์ ครูด” เข้ามาผสม เพื่อให้ลำเลียงผ่านระบบท่อลำเลียงได้โดยง่าย ยิ่งไปกว่านั้น น้ำมันดิบที่นี่ยังเป็นประเภท “เปรี้ยว” ซึ่งหมายถึงว่ามีกำมะถันผสมอยู่สูงมาก ผลก็คือ น้ำมันดิบเวเนซุเอลา ไม่ใช่น้ำมันดิบที่ต้นทุนการผลิตต่ำที่สุดแน่นอน
แถมยังเป็นน้ำมันดิบชนิดที่ต้องใช้โรงกลั่นแบบจำเพาะสำหรับกลั่นเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันต่าง ๆ ความเป็นจริงเหล่านี้แม้จะเป็นผลดีต่อสหรัฐ ที่มีโรงกลั่นจำนวนมากซึ่งสร้างขึ้นมาสำหรับกลั่นน้ำมันดิบชนิดนี้จากเม็กซิโก และเวเนซุเอลา โดยเฉพาะก็ตามที แต่ทำให้ใช่ว่าน้ำมันดิบที่นี่จะเป็นที่ต้องการของตลาดอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน
อีกประการหนึ่ง บ่อน้ำมันในเวเนซุเอลา จัดเป็นบ่อน้ำมันดิบแบบ “ดั้งเดิม” กล่าวคือ เมื่อเริ่มผลิตได้ก็จะผลิตน้ำมันออกมาได้เป็นระยะเวลานาน ๆ จุดคุ้มทุนของบ่อน้ำมันแบบนี้จึงอยู่ที่ระยะเวลาเป็นสำคัญ ต่างกับบ่อน้ำมันยุคใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงตั้งแต่ระยะแรก นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ถึงต้องการความชัดเจนทางการเมืองในระยะยาว ก่อนตัดสินใจควักเงินลงทุนใด ๆ ออกไป
และตราบเท่าที่ยังไม่มีการการันตีใด ๆ ก็ยากที่ใครจะเสี่ยงลงทุนมหาศาลเช่นนั้นได้ เพราะผลกำไรของบริษัทจะเกิดขึ้นได้ ก็หลังจากที่ ทรัมป์ หรือ โรดริเกวซ พ้นจากตำแหน่งไปนานแล้วนั่นเอง
การฟื้นฟูให้อุตสาหกรรมน้ำมันในเวเนซุเอลากลับมาผลิตได้เต็มที่เหมือนเดิม คือราว ๆ 3 ล้านบาร์เรลต่อวันนั้น ไม่เพียงต้องใช้เม็ดเงินลงทุนมหาศาล หากแต่ยังจำเป็นต้องใช้เวลายาวนานนับสิบปีด้วยเช่นกัน นั่นเป็นที่มาของคำถามใหม่ที่ว่า แล้วเวเนซุลเอลาหรือใครก็ตามที่ลงทุนลงแรงดังกล่าวจะได้ประโยชน์โภชผลจากการนี้จริงหรือ
ณ ระดับราคาปัจจุบัน กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นก่อให้เกิดเม็ดเงินเพิ่มขึ้นมหาศาล ปัญหาก็คือ ในอีก 10 ปีข้างหน้า ราคาน้ำมันดิบโลกจะอยู่ที่ตรงไหน รายได้จากการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะเป็นเท่าใด คุ้มค่ากับการลงแรง เสียเงินและเสียเวลาหรือไม่ ไม่มีใครการันตีอย่างแน่นอน