เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ส.อ.ท. จับตาภาษีสหรัฐฯ มาตรา 301 ประสานพาณิชย์ประเมินผลกระทบรายสินค้า หนุนเจรจา ART รักษาขีดแข่งขันส่งออกไทย
Economic ส.อ.ท. จับตาภาษีสหรัฐฯ มาตรา 301 ประสานพาณิชย์ประเมินผลกระทบรายสินค้า หนุนเจรจา ART รักษาขีดแข่งขันส่งออกไทย
‘ศุภจี’ ย้ำดีลสหรัฐไม่แลกผลประโยชน์ชาติ รับภาษี 301 ไทย 12.5% เร่งปิด ART-อุ้มผู้ส่งออก
Economic ‘ศุภจี’ ย้ำดีลสหรัฐไม่แลกผลประโยชน์ชาติ รับภาษี 301 ไทย 12.5% เร่งปิด ART-อุ้มผู้ส่งออก
ราคาทองวันนี้ (24 ก.ค. 69) ร่วงลง 1,000 บาท ทองรูปพรรณ 65,300 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (24 ก.ค. 69) ร่วงลง 1,000 บาท ทองรูปพรรณ 65,300 บาท
Honda Civic e:HEV เร้าใจ ด้วย S+ Shift
Automotive Honda Civic e:HEV เร้าใจ ด้วย S+ Shift
ชง กทม. เดินหน้าเพิ่ม ‘อัตราภาษีที่ดิน’ แก้ปมแลนด์ลอร์ดปลูกกล้วย
Real Estate ชง กทม. เดินหน้าเพิ่ม ‘อัตราภาษีที่ดิน’ แก้ปมแลนด์ลอร์ดปลูกกล้วย
ส่งออก มิ.ย. โต 20.8% สูงสุดรอบ 24 เดือน ‘อิเล็กทรอนิกส์’ นำทัพ ลุ้นครึ่งปีหลังฝ่าภาษีสหรัฐ
Economic ส่งออก มิ.ย. โต 20.8% สูงสุดรอบ 24 เดือน ‘อิเล็กทรอนิกส์’ นำทัพ ลุ้นครึ่งปีหลังฝ่าภาษีสหรัฐ
กล้องคอมแพ็กต์คืนชีพ
Columns กล้องคอมแพ็กต์คืนชีพ
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (24 ก.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (24 ก.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
‘อายิโนะโมะโต๊ะ’ ต่อยอดโนว์ฮาว ดัน 3 ธุรกิจคลื่นลูกใหม่โตดับเบิลดิจิต
Business ‘อายิโนะโมะโต๊ะ’ ต่อยอดโนว์ฮาว ดัน 3 ธุรกิจคลื่นลูกใหม่โตดับเบิลดิจิต
เอ็มมีเน้นซ์รุกธุรกิจ Health-Tech ดัน Own Brand ขยายรายได้ 20%
Business เอ็มมีเน้นซ์รุกธุรกิจ Health-Tech ดัน Own Brand ขยายรายได้ 20%
ดูทั้งหมด

ฉกน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลา ทำได้ไม่ง่ายอย่างที่คิด !

15 ม.ค. 2569 | 08:00น.
Cubans brace for more hardship as US pressure on Venezuela chokes off oil
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

นับตั้งแต่วันที่สั่งให้มีปฏิบัติการสายฟ้าแลบ จับกุมตัว “นิโคลาส มาดูโร” ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็แสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ต้องการเข้าไปควบคุมการผลิตน้ำมันดิบที่นั่น

หลังปฏิบัติการดังกล่าว คริส ไรท์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐอเมริกา ประกาศชัดว่า สหรัฐมีเจตนาที่จะเข้าไป “กำกับดูแล” การขายน้ำมันของเวเนซุเอลาอย่างแน่นอน ทรัมป์เองอ้างว่า บริษัทน้ำมันสัญชาติอเมริกัน “พร้อมแล้ว” ที่จะเข้าไปดำเนินกิจการในเวเนซุเอลาอีกครั้ง ในขณะที่รัฐบาลเวเนซุเอลา ภายใต้การนำของ เดลีย์ โรดริเกวซ รองประธานาธิบดีที่รักษาการในตำแหน่งประธานาธิบดี ก็ประกาศพร้อมให้ความร่วมมือ โดยจะจัดส่งน้ำมันดิบระหว่าง 30-50 ล้านบาร์เรลไปขายให้สหรัฐอเมริกา

ปัญหาก็คือ ในทรรศนะของผู้เชี่ยวชาญ ทุกอย่างไม่ได้ง่ายชนิดปอกกล้วยเข้าปากเช่นนั้น ทุกคนชี้ว่า การฟื้นฟูขีดความสามารถในการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาให้กลับคืนมาเต็มรูปแบบนั้น ไม่เพียงจำเป็นต้องใช้เวลานานหลายปียังต้องการเงินลงทุนอีกมหาศาลหลายพันหลายแสนล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

กลไกการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลา ถูกบ่อนเซาะทำลายมานานนับสิบปีทั้งจากการแซงก์ชั่นของสหรัฐอเมริกาและจากความผิดพลาดในการบริหารจัดการของเวเนซุเอลาเอง ทุกวันนี้ เวเนซุเอลา ผลิตน้ำมันดิบได้ราว 800,000 บาร์เรลต่อวัน ขณะที่ผลผลิตโดยเฉลี่ยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอยู่ที่เพียงแค่ราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวันเท่านั้น

แม้ว่าจะมีแหล่งน้ำมันดิบสำรองขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ในมือก็ตามที ทำให้ในเวลานี้ เวเนซุเอลาตามหลังบรรดาชาติในอ่าวเปอร์เซียอยู่สุดกู่ ทั้งในแง่ศักยภาพในการผลิต และต้นทุนการผลิตที่ประเทศในบริเวณอ่าวเปอร์เซียใช้ต้นทุนต่ำกว่าอยู่มาก

แน่นอน หากมีการลงทุนเพิ่มเติม เวเนซุเอลาก็สามารถจะผลิตน้ำมันดิบออกมาได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ย้อนหลังไปเมื่อ 20 ปีก่อน ประเทศนี้เคยมีกำลังการผลิตสูงถึง 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่การฟื้นฟูให้กลับไปผลิตได้ในระดับนั้นอีกครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายดายแน่ ๆ

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ในเวลานี้มีบ่อน้ำมันบางแห่งและระบบลำเลียงบางส่วนที่สามารถฟื้นศักยภาพกลับมาได้ด้วยการลงทุนเพิ่มไม่มากนัก (ราว 10,000-20,000 ล้านดอลลาร์ โดยประมาณ) เพื่อให้สามารถผลิตน้ำมันดิบเพิ่มอีกราว 500,000 บาร์เรลต่อวันได้ภายในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ผลผลิตน้ำมันดิบโดยรวมของประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 1,500 ล้านบาร์เรลต่อวัน

แต่ถ้าจะให้ผลิตได้มากกว่านั้น ระดับการลงทุนจะต้องเพิ่มขึ้นมหาศาล เพื่อเปิดหลุมขุดเจาะใหม่ และทำระบบลำเลียงเสียใหม่ เม็ดเงินลงทุนที่ว่านี้ ต้องไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงระยะเวลา 10 ปีเลยทีเดียว

คำถามก็คือว่า ใครจะไปลงทุนในระดับนั้น และใครจะเป็นผู้การันตีว่า ทุกอย่างจะคงสภาพเหมือนเช่นตอนนี้ได้ในช่วงอีก 10 ปีข้างหน้า

บริษัทน้ำมันอเมริกัน อาทิ เชฟรอน, เอ็กซอนโมบิล และโคโนโคฟิลลิปส์ เคยทำได้มาก่อน และมีทั้งความชำนาญเชิงเทคนิคและมีทั้งเงินทุนที่สามารถทำได้อีกครั้งในเวลานี้ ยังไม่ยอมผูกมัดตัวเองตามแผนการของทรัมป์ ยิ่งไปกว่านั้น ทุกวันนี้เวเนซุเอลามีบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ คือ บริษัท พีดีวีเอสเอ ซึ่งไม่เคยมีอยู่ในอดีต ทำให้การกลับเข้าไปลงทุนอีกครั้งจำเป็นต้องมีอีกมากมายหลายอย่างต้องทำ มากกว่าการเดินเข้าไปลงทุนเฉย ๆ เหมือนที่ผ่านมา

เอ็กซอนโมบิลกับโคโนโคฟิลลิปส์ เลือกที่จะถอนตัวออกมาแล้วฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายแทน เมื่อรัฐบาลเวเนซุเอลาประกาศยึดกิจการเป็นของรัฐ แต่เชฟรอนกลับยังคงอยู่ ทำให้หลายคนเชื่อว่าน่าจะได้รับประโยชน์จากแผนของทรัมป์มากที่สุด

ข้อเท็จจริงก็คือ “เชฟรอน” ในเวลานี้อยู่ในสถานะ “ร่วมทุน” กับ พีดีวีเอสเอ และผลิตน้ำมันดิบออกมาได้เพียง 200,000 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น แน่นอน เชฟรอนมีพนักงานท้องถิ่นที่รู้จักพื้นที่ดีและสามารถขยายการดำเนินงานได้ง่าย แต่ก่อนจะถึงขั้นตอนนั้น ทุกอย่างต้องกลับไปเริ่มต้นที่การปรับแก้ข้อตกลงเดิมที่บริษัทเคยทำไว้เมื่อปี 2007 ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาไม่ใช่น้อยก่อนที่จะเริ่มขยายการผลิต

นอกเหนือจากนั้น ยังมีข้อเท็จจริงเชิงเทคนิคที่ต้องพิจารณาอีก 2 ประการ หนึ่งก็คือ น้ำมันดิบในเวเนซุเอลา เป็นน้ำมันดิบชนิด “เฮฟวี่” กล่าวคือมีความหนืดสูงมาก บ่อยครั้งที่จำต้อง “นำเข้า” น้ำมันดิบชนิดเบา หรือ “ไลท์ ครูด” เข้ามาผสม เพื่อให้ลำเลียงผ่านระบบท่อลำเลียงได้โดยง่าย ยิ่งไปกว่านั้น น้ำมันดิบที่นี่ยังเป็นประเภท “เปรี้ยว” ซึ่งหมายถึงว่ามีกำมะถันผสมอยู่สูงมาก ผลก็คือ น้ำมันดิบเวเนซุเอลา ไม่ใช่น้ำมันดิบที่ต้นทุนการผลิตต่ำที่สุดแน่นอน

แถมยังเป็นน้ำมันดิบชนิดที่ต้องใช้โรงกลั่นแบบจำเพาะสำหรับกลั่นเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันต่าง ๆ ความเป็นจริงเหล่านี้แม้จะเป็นผลดีต่อสหรัฐ ที่มีโรงกลั่นจำนวนมากซึ่งสร้างขึ้นมาสำหรับกลั่นน้ำมันดิบชนิดนี้จากเม็กซิโก และเวเนซุเอลา โดยเฉพาะก็ตามที แต่ทำให้ใช่ว่าน้ำมันดิบที่นี่จะเป็นที่ต้องการของตลาดอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

อีกประการหนึ่ง บ่อน้ำมันในเวเนซุเอลา จัดเป็นบ่อน้ำมันดิบแบบ “ดั้งเดิม” กล่าวคือ เมื่อเริ่มผลิตได้ก็จะผลิตน้ำมันออกมาได้เป็นระยะเวลานาน ๆ จุดคุ้มทุนของบ่อน้ำมันแบบนี้จึงอยู่ที่ระยะเวลาเป็นสำคัญ ต่างกับบ่อน้ำมันยุคใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงตั้งแต่ระยะแรก นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ถึงต้องการความชัดเจนทางการเมืองในระยะยาว ก่อนตัดสินใจควักเงินลงทุนใด ๆ ออกไป

และตราบเท่าที่ยังไม่มีการการันตีใด ๆ ก็ยากที่ใครจะเสี่ยงลงทุนมหาศาลเช่นนั้นได้ เพราะผลกำไรของบริษัทจะเกิดขึ้นได้ ก็หลังจากที่ ทรัมป์ หรือ โรดริเกวซ พ้นจากตำแหน่งไปนานแล้วนั่นเอง

การฟื้นฟูให้อุตสาหกรรมน้ำมันในเวเนซุเอลากลับมาผลิตได้เต็มที่เหมือนเดิม คือราว ๆ 3 ล้านบาร์เรลต่อวันนั้น ไม่เพียงต้องใช้เม็ดเงินลงทุนมหาศาล หากแต่ยังจำเป็นต้องใช้เวลายาวนานนับสิบปีด้วยเช่นกัน นั่นเป็นที่มาของคำถามใหม่ที่ว่า แล้วเวเนซุลเอลาหรือใครก็ตามที่ลงทุนลงแรงดังกล่าวจะได้ประโยชน์โภชผลจากการนี้จริงหรือ

ณ ระดับราคาปัจจุบัน กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นก่อให้เกิดเม็ดเงินเพิ่มขึ้นมหาศาล ปัญหาก็คือ ในอีก 10 ปีข้างหน้า ราคาน้ำมันดิบโลกจะอยู่ที่ตรงไหน รายได้จากการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะเป็นเท่าใด คุ้มค่ากับการลงแรง เสียเงินและเสียเวลาหรือไม่ ไม่มีใครการันตีอย่างแน่นอน