Skip to content

เจโทร สำรวจบริษัทญี่ปุ่นโหวตจีน คู่แข่งหมายเลข 1 ในเวียดนาม เทรนด์ลามทั่วอาเซียน

03 ก.พ. 2569 | 13:13น.
เจโทร สำรวจบริษัทญี่ปุ่นโหวตจีน คู่แข่งหมายเลข 1 ในเวียดนาม เทรนด์ลามทั่วอาเซียน

เจโทรเวียดนาม รายงานสำรวจบริษัทญี่ปุ่นในเวียดนาม 906 แห่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การแข่งขันทางธุรกิจกำลังรุนแรงขึ้น โดยมีคู่แข่งสำคัญคือบริษัทจีนซึ่งหลั่งไหลเข้ามาในเวียดนามมากขึ้น ส่งผลให้การหาแรงงานเป็นไปได้ยากกว่าเดิม ซึ่งเป็นกระแสที่เกิดขึ้นทั่วอาเซียน รวมถึงไทย

นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า ในเวียดนาม ผู้ผลิตชาวญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนชาวจีนจากหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ผู้ผลิตรถยนต์ไปจนถึงบริษัทเครื่องดื่ม ต่างหลั่งไหลเข้ามาในเวียดนาม เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วอาเซียน

จากผลสำรวจปี 2025 ขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศญี่ปุ่น หรือเจโทร (Japan External Trade Organization : JETRO) ในเวียดนาม ระบุว่า กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมญี่ปุ่นในเวียดนาม 30.8% ระบุว่า บริษัทจากจีนเป็นคู่แข่งที่สำคัญที่สุด เพิ่มขึ้นจากปี 2024 ซึ่งอยู่ที่ 24.6

อีกทั้งสัดส่วนบริษัทญี่ปุ่นยังโหวตเพิ่มขึ้นใน 5 ประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน คือ ไทยราว 40% มาเลเซียราว 34% ฟิลิปปินส์ราว 31% และอินโดนีเซียราว 29%

ในการสำรวจครั้งล่าสุด เมื่อเดือนสิงหาคม-กันยายน 2025 เจโทรทำการสำรวจบริษัทญี่ปุ่นในเวียดนาม จำนวน 906 แห่ง จากทั้งหมด 3,172 แห่งทั่วอาเซียน ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่า การแย่งชิงแรงงานท้องถิ่นในเวียดนามทวีความรุนแรงมากขึ้น ขณะที่ยังมีอุปสรรคสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ การดำเนินการด้านเอกสาร ซัพพลายเออร์ในประเทศ และภาษีนำเข้าของสหรัฐ

ปัญหาหลักของผู้ตอบแบบสอบถาม 67.5% ระบุถึงขั้นตอนที่ซับซ้อน เช่น การขอใบอนุญาต นับเป็นอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน (รวมเวียดนาม) ซึ่งอยู่ที่ 42.4% แม้รัฐบาลเวียดนามจะปรับปรุงระบบราชการให้ง่ายขึ้น โดย โต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม เป็นผู้นำแคมเปญการยกเลิกหน่วยงานราชการบางส่วน และการปราบคอร์รัปชั่น

ผลสำรวจยังระบุว่า บริษัทญี่ปุ่นในเวียดนามส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ 35% นำโดยกลุ่มบริษัทอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งอยู่ที่ 28.9% ตอกย้ำบทบาทของเวียดนาม ในฐานะศูนย์กลางการผลิต

หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศใช้มาตรการภาษีต่างตอบโต้ โดยสินค้าจากเวียดนามที่จะส่งออกไปยังสหรัฐ จะโดนเรียกเก็บภาษีในอัตรา 20% ผู้ตอบแบบสอบถาม 30.3% มองหาลูกค้าภายในประเทศเวียดนามมากขึ้น ขณะที่อีก 20.9% เลือกที่จะมองหาลูกค้าในประเทศที่สามอื่น ๆ

ในปี 2025 แหล่งลงทุนอันดับ 1 ในเวียดนามคือสิงคโปร์ ตามมาด้วยจีน และญี่ปุ่นตามลำดับ โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทสัญชาติจีนขยายการดำเนินงานในเวียดนามมากขึ้น อาทิ ธุรกิจฟาสต์ฟู้ด Mixue ผู้ผลิตรถยนต์ BYD และซัพพลายเออร์อุปกรณ์ของแอปเปิล ด้วยจำนวนนายจ้างที่เข้ามาตั้งฐานในเวียดนามมากขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถาม 48.2% ระบุว่า การสรรหาบุคลากรยากขึ้น โดยบริษัทจีนเป็นคู่แข่งสำคัญ

ผลการศึกษาของเจโทรชี้ให้เห็นว่า การย้ายฐานการผลิตจากบริษัทจีนและอื่น ๆ เข้ามาในเวียดนามยังไม่สิ้นสุด บริษัทญี่ปุ่น 56.9% กล่าวว่าจะขยายธุรกิจในเวียดนาม เทียบกับค่าเฉลี่ยกลุ่มประเทศอาเซียนที่ 46.8% โดยอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มการเติบโตมากที่สุด ได้แก่ อาหาร ค้าปลีก เคมีภัณฑ์ และอิเล็กทรอนิกส์

นายโอคาเบะ มิตสึโตชิ หัวหน้าผู้แทนเจโทรในนครโฮจิมินห์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เวียดนามยังคงครองอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียนที่ภาคธุรกิจต้องการขยายกิจการมากที่สุด เป็นปีที่สองติดต่อกัน

บริษัทญี่ปุ่นยังมีอัตราการจัดซื้อภายในประเทศเวียดนามอยู่ที่ 38.1% และในกลุ่มประเทศอาเซียนอยู่ที่ 42.9% นอกจากนี้ งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า แม้จะมีบริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงาน แต่มีการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีในซัพพลายเชนไปยังเวียดนามน้อยมาก