ความไม่ลงรอยในยุโรป สะเทือนถึงเอกภาพสหภาพ
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในยุโรปในยามนี้ ถือเป็นสภาพไม่ปกติอย่างยิ่ง ไม่ปกติเพราะความไม่ลงรอยกันระหว่างประชาชนผู้อยู่ใต้การปกครองกับบรรดาผู้ที่อยู่ในองคาพยพขององค์กรปกครองทั้งหลาย
กล่าวโดยรวบรัดแล้ว สิ่งที่พวกเขาพยายามแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นในกรุงปารีสก็ดี ในมิลาน หรือกระทั่งในมาดริดก็ดี ล้วนเป็นการแสดงออกถึงความกลัวต่อสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นในอนาคต พวกเขากลัวว่าในอนาคตเศรษฐกิจของเมืองก็ดี ของประเทศก็ดี หรือของส่วนตัวก็ดี อาจย่ำแย่มากกว่าที่เป็นอยู่ หรือไม่ก็ยังคงเป็นเหมือนที่เป็นอยู่ในเวลานี้ เพราะสิ่งที่พวกเขาคาดหวังกับสิ่งที่รัฐบาลส่งมอบมาให้นั้นยังมีช่องว่างอยู่ใหญ่โตมิใช่น้อย
เรื่องของเรื่องก็คือ ประชาชนไม่พอใจต่อสิ่งที่รัฐบาลจัดหา ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ซึ่งไม่เพียงไม่สามารถซื้อหามาเป็นของตัวเองและครอบครัวได้ยังห่างไกลอย่างยิ่ง หรือเรื่องค่าแรงในการจ้างงานที่ชะงักงัน ในเวลาเดียวกันกับที่ต้นทุนในการดำรงชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว เช่นเดียวกับสถาบันการศึกษาทั้งหลาย ที่ไม่มีคำตอบให้กับคำถามของพวกเขาเลยแม้แต่ข้อเดียว
ที่น่าสนใจก็คือ กระบวนการเลือกตั้งของแต่ละประเทศกลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิงที่จะซึมซับ หรือ “กระสา” กลิ่นอายความไม่พึงพอใจเหล่านี้ ที่สเปนจะมีการเลือกตั้งซ่อมในเดือนหน้า หลังจากรัฐสภามีมติคว่ำร่างกฎหมายเพื่อการปฏิรูปการเคหะฉบับสำคัญ
ส่วนที่ฝรั่งเศส กระบวนการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ที่จะมีขึ้นในเดือนเมษายน เพิ่งจะเริ่มต้นขยับให้เห็นความเคลื่อนไหว ที่โปแลนด์, อิตาลี และชาติรัฐเล็ก ๆ อีกหลายประเทศ กำลังจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นก่อนสิ้นปี 2027 เดิมพันในการประท้วงครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย หากแต่เป็นเรื่องที่จะชี้ขาดอนาคตของประเทศไปอีกนานปี
ประเด็นที่น่าสนใจมากก็คือ ถ้าหากสหภาพยุโรป (อียู) ไม่ได้มีอยู่แล้ว บรรดาประเทศเหล่านี้ก็คงหาทางที่จะรังสรรค์สิ่งเดียวกันขึ้นมา ในเมื่อรวมกันอียูสามารถสร้างตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรเกือบ 450 ล้านคน มีเศรษฐกิจรวมกันคิดเป็นมูลค่าเกือบ 19 ล้านล้านยูโร ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาและจีนเท่านั้น
ไม่มีประเทศใดในอียูสามารถขยับเข้าใกล้น้ำหนักขนาดนั้นได้ เพราะแม้แต่ประเทศที่ใหญ่ที่สุดอย่างเยอรมนีก็มีประชากรเพียง 84 ล้านคน และมีเศรษฐกิจที่มีขนาดเพียง 1 ใน 6 ของสหรัฐอเมริกา อีก 20 ใน 27 ประเทศอียูมีประชากรน้อยกว่า 12 ล้านคน หรือไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเซี่ยงไฮ้ เมืองของจีนเพียงเมืองเดียวเท่านั้น ในโลกยุคปัจจุบันนี้ขนาดเหล่านี้ย่อมมีน้ำหนักสำคัญหากเกิดการนั่งโต๊ะเจรจาใด ๆ กันขึ้นมา
แต่เหตุผลดังกล่าวเพียงลำพังย่อมไม่ทำให้การอยู่รอดของอียูเกิดขึ้นจริง “อียู”เป็นโครงการทดลองทางการเมืองที่บ่อยครั้งเกือบจะถูกประกาศว่าล่มสลายลงแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ครั้งหลังสุดอย่าง “เบร็กซิท”, การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และสภาวะช็อกทางด้านพลังงาน
แต่อียูก็พิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่า โครงการทางการเมืองนี้มีความคงทน สามารถตอบสนองต่อเหตุต่าง ๆ ได้ โดยหนทางแก้ไขที่ “ด้นสด” ซึ่งก่อนหน้านี้ดูเหมือนต้องถือว่าเป็นเรื่อง เป็นวิธีการที่เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้น
แต่สิ่งที่เป็นข้อบกพร่องซึ่งก่อให้เกิดความเคลือบแคลงต่ออียู ตั้งแต่เรื่องกระบวนการตัดสินใจทางการเมืองที่ล่าช้า การเจรจาต่อรองซึ่งกันและกันซึ่งเกิดขึ้นบ่อยและนานจนดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด แล้วในที่สุดก็ลงเอยด้วยการประนีประนอมที่ยุ่งเหยิง ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์โพดผลใด ๆ กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้อียูมีความเข้มแข็ง
การจำแนกอำนาจกระจายออกไปเป็นของรัฐบาล, รัฐสภา, ศาล และสถาบันต่าง ๆ ของอียู ช่วยให้ระบบทั้งหมดของอียูยากที่จะเกาะกุม เพื่อทุบทำลาย และมีแนวโน้มที่จะยึดติดซึ่งกันและกันอยู่อย่างแน่นหนา
พลังในการคงอยู่ของอียูขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวเข้าหากัน แม้จะมีความเห็นไม่ลงรอยกันขึ้นก็ตาม เพราะในขณะที่ความเป็นอียูช่วยให้แต่ละชาติสามารถรักษาอธิปไตยที่มีประสิทธิภาพเอาไว้ ในขณะที่แต่ละประเทศไม่สามารถดำเนินการแบบเดียวกันได้โดยลำพัง ตัวอย่างเช่นกรณีของเบร็กซิทที่ในที่สุดก็ยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นเพียงน้อยนิดเท่านั้น
ตรงกันข้ามกับการมี “อธิปไตยอย่างมีประสิทธิภาพ” ที่สามารถเปลี่ยนแปลงผลของวิกฤตพลังงาน, การค้า, การอพยพ หรือแม้แต่การป้องกันประเทศได้ โดยที่ไม่มีประเทศในอียูประเทศไหนทำได้โดยลำพัง และในเวลาเดียวกัน อียูเองก็ปรับตัว ประเทศสมาชิกที่เป็นหลัก ยังคงเป็นชาติสมาชิกที่ชำระเงินเต็มจำนวนครบถ้วน
ส่วนชาติที่ไม่ได้เป็นสมาชิกอย่างนอร์เวย์ หรือสวิตเซอร์แลนด์ ก็สามารถเข้าร่วมทางด้านการทหารเพื่อการป้องกันประเทศ เช่นเดียวกับร่วมในนโยบายการค้า, พลังงาน หรือนโยบายทางเศรษฐกิจโดยรวมได้ แถมอียูยังมีแนวโน้มที่จะดึงเอาอังกฤษกลับเข้ามาใกล้ชิดอีกครั้ง แม้ว่าจะไม่เหมือนกับเมื่อครั้งก่อนเบร็กซิทเป๊ะก็ตาม
การคงอยู่รอดของอียูดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความยุ่งยากในเรื่องนี้ มีอาทิ การเจรจาต่อรองเกี่ยวกับงบประมาณสำหรับอีก 7 ปีข้างหน้า มูลค่าเกือบ 2 ล้านล้านยูโร สะท้อนให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่า การแสวงหาฉันทามติเป็นเรื่องยากเย็นเพียงใด
ในขณะที่ทุกประเทศดูเหมือนจะเห็นตรงกันที่จะต้องขยายความมั่นคงและขีดความสามารถในการแข่งขันของอียูให้สูงขึ้น แต่มีน้อยประเทศมากที่เต็มใจจะควักกระเป๋าเพื่อชำระค่าใช้จ่ายเพื่อการดังกล่าว ตัวอย่างเช่น ฝรั่งเศสเองกำลังผลักดันภาษีที่จะเรียกเก็บทั่วทั้งอียู ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ที่เหลือกลับพากันต่อต้าน เป็นต้น
กระนั้นเหตุไม่สงบในแต่ละประเทศ ก็ไม่ได้หมายความว่าองค์กรปกครองในบรัสเซลส์ เมืองหลวงของอียูจะกลายเป็นอัมพาตไปด้วย ตรงกันข้าม ที่นี่กลับเป็นที่ที่ความคิดในการดำเนินการเพื่อการแก้ปัญหาเกิดขึ้น เมื่อประธานาธิบดี “เอ็มมานูเอล มาครง” ติดต่อเข้ามา ผู้นำที่เหลือของอียูก็ตกลงกันที่จะทำความตกลงเรื่องงบประมาณให้ได้ภายในคริสต์มาสที่จะถึงนี้ พร้อมกับเตือนว่า การแก้ปัญหามีโอกาสที่จะสำเร็จน้อยลง ถ้าหากคนอย่าง มารีน เลอ เปน เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทนที่มาครง
เลือกตั้งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้นหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เรายังจำเป็นต้องกลับมาจับตามองเหตุที่เกิดบนท้องถนนอยู่ดี อะไรคือสิ่งที่พวกเขาต้องการ และอะไรคือสิ่งที่ที่ผ่านมาขาดหายไปกันแน่
มีแต่ทำเช่นนี้ การประท้วงรุนแรงตามท้องถนนในเมืองต่าง ๆ จึงจะสร่างซาลง