เมื่อ “เฟด” ติดกับดักไม่มีผู้ชนะ ต้นเหตุตลาดหุ้น “รถไฟเหาะ”
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
นับจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศจะเริ่มใช้นโยบายการเงินตึงตัวเพื่อควบคุมเงินเฟ้อด้วยการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมีนาคม 2022 เห็นได้ชัดว่าสร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้นสหรัฐอย่างมาก แม้จะรับรู้ นโยบายนี้มาระยะหนึ่งพอสมควร อีกทั้งทราบกรอบเวลาที่แน่นอนในการขึ้นดอกเบี้ยก็ตาม เหตุที่เป็นอย่างนั้นเพราะยังไม่มีความแน่นอนเรื่องอัตราและความถี่ที่จะปรับขึ้น
บทวิเคราะห์ของซีเอ็นเอ็น ระบุว่า สภาพของตลาดหุ้นสหรัฐไม่ต่างจากการ “นั่งรถไฟเหาะ” เพราะมีความผันผวนสุดขั้ว อย่างเช่น วันที่ 24 มกราคม ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลง 1,000 จุด ในการซื้อขายช่วงแรก ก่อนจะดีดกลับมายืนแดนบวกได้ในช่วงปิดตลาด คล้ายกับว่าในช่วงเช้า ตลาดพังถล่มทลาย แต่เมื่อนักลงทุนทุกรายพากันเปลี่ยนใจในช่วงพักกินข้าวกลางวัน ก็กลับมาซื้อคืนทั้งหมด แม้แต่ช่วงที่เหลือของเดือนมกราคม ตลาดก็มีสภาพอย่างนี้ คือผันผวนหนักรายชั่วโมง ทั้งหมดทั้งมวลนี้มี “เฟด” เป็นต้นเหตุ
วอลล์สตรีตยังไม่มั่นใจท่าทีก้าวต่อไปของเฟด บรรดานักลงทุนมีความเห็นเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งเชื่อว่าเฟดจะใช้นโยบายการเงินตึงตัวอย่างมีนัยสำคัญ อีกฝั่งเชื่อว่าเฟดคงไม่ปล่อยให้ตลาดหุ้นดิ่ง หากดูในอดีตเมื่อปี 2018 เมื่อเฟดใช้นโยบายการเงินตึงตัวซึ่งทำให้ราคาหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ดิ่งรุนแรง
ปรากฏว่าเฟดได้เปลี่ยนใจด้วยการเลิกใช้นโยบายตึงตัว ซึ่งการเปลี่ยนใจของเฟดในครั้งนั้นถือเป็นประวัติศาสตร์ของวอลล์สตรีต ที่ถูกเรียกว่า “Powell Pivot” หมายถึง “การเปลี่ยนใจของเจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟด เพราะยอมแพ้ต่อแรงกดดันของตลาดนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้ปัจจัยที่ทำให้แตกต่างจากครั้งก่อนก็คือ “เงินเฟ้อ” ซึ่งสูงมากในรอบ 40 ปี หากเฟดไม่ลงมือทำอะไรเลย เงินเฟ้อจะยิ่งสูงขึ้นจนทำลายเศรษฐกิจทั้งระบบ เชื่อว่าจะเป็นแรงกดดันให้เฟดต้องสู้กับเงินเฟ้อเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “มหาเงินเฟ้อ” แบบเดียวกับทศวรรษ 1970
คำถามใหญ่ก็คือ ตลาดจะมีปฏิกิริยาต่อเฟดอย่างไร หากเดินหน้าควบคุมเงินเฟ้อ นักลงทุนและตลาดจะร่อนลงจอดพื้นอย่างนิ่มนวลได้อย่างไร ซึ่งผลลัพธ์ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดก็คือ ตลาดจะมีปฏิกิริยาแบบเดียวกับอดีต กล่าวคือ ราคาปรับลงแรงเมื่อเฟดเริ่มใช้นโยบายเข้มงวด แต่ในครั้งนี้เฟดอาจไม่มีช่องให้กลับทิศหรือเปลี่ยนใจเพื่อไม่ให้ตลาดหุ้นและราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ ดิ่งลง เพราะหากเปลี่ยนใจจะยิ่งกระตุ้นเงินเฟ้อให้พุ่งขึ้น
“ความผันผวนสุดขีด” ของตลาดหุ้นในขณะนี้ เพราะนักลงทุนมีความเชื่อแตกต่างกัน ฝั่งที่เชื่อว่าเมื่อใดก็ตามที่เฟดใช้นโยบายการเงินตึงตัว จะส่งผลเสียต่อตลาดหุ้นก็จะขายหุ้นออกมา ส่วนนักลงทุนอีกกลุ่มเชื่อว่าเมื่อตลาดหุ้นตกหนัก ๆ เฟดก็จะเปลี่ยนใจเพราะถูกตำหนิและจะหยุดขึ้นดอกเบี้ย จึงมองว่าเป็นโอกาสเข้าซื้อ เนื่องจาก เชื่อว่าในที่สุดเฟดก็จะกลับมากระตุ้นตลาดทำให้ราคาหุ้นและสินทรัพย์ปรับขึ้น
สภาพดังกล่าวช่วยอธิบายว่าทำไมตลาดหุ้นจึงสะวิงมาก ลักษณะคล้ายกับว่า ณ ห้วงเวลาหนึ่งนักลงทุนดูเหมือนจะกลัวว่าการขึ้นดอกเบี้ยสูง ๆ จะทำให้ตลาดหุ้นพังทลาย แต่ในห้วงเวลาต่อมาพวกเขาก็เลิกกลัวและกลับเข้าซื้อตอนหุ้นตก
ความผันผวนเช่นนี้จะดำเนินต่อไปจนกว่านักลงทุนจะทราบแน่ ๆ ว่า เฟดจริงจังกับการขึ้นดอกเบี้ยอย่างแข็งกร้าวหรือไม่ จากนั้นตลาดจึงจะนึกออกว่ามูลค่าหุ้นและพันธบัตรในสภาวะที่ดอกเบี้ยสูงควรเป็นเท่าไร ซึ่งคงใช้เวลาอยู่ไม่น้อย
ขณะนี้ดูเหมือนว่าเฟดติดกับอยู่ในสถานการณ์ “ไม่มีผู้ชนะ” (lose-lose situation) ไม่ว่าจะเลือกปล่อยให้เงินเฟ้อสูง หรือควบคุมเงินเฟ้อจนทำให้ตลาดหุ้นดิ่งก็ตาม ซึ่งก็พลอยทำให้ทุกคนต้อง ติดกับอยู่ในสภาวะของความผันผวนเช่นนี้ต่อไปอีกระยะ จนกว่าเฟดจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยให้เห็นกันชัด ๆ นั่นแหละ ความผันผวนจึงจะบรรเทาลง