ประชาชาติอาสา ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน
คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ ประชาชาติ
ประชาชาติธุรกิจ กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 ความเป็นมาของ “ประชาชาติธุรกิจ” หากเล่าให้เข้าใจง่าย สามารถแบ่งได้เป็น 3 ช่วง ช่วงแรก ต้องย้อนไปถึงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475
โดยในปี พ.ศ. 2476 กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ “ศรีบูรพา” เริ่มก่อตั้ง “ประชาชาติ” ขึ้น เจ้าของทุนคือ ม.จ.วรรณไวทยากร วรวรรณ หรือ “พระองค์วรรณ-ท่านวรรณ” ซึ่งต่อมาเลื่อนฐานันดรศักดิ์ขึ้นทรงกรม เป็นกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์
กุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นทั้งนักเขียน และเป็น บรรณาธิการ “ประชาชาติรายวัน” ในยุคนั้น วรรณกรรมอมตะอย่าง “ข้างหลังภาพ” ก็ได้ตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติ แต่ต่อมา “ประชาชาติ” ได้หยุดดำเนินการในปี 2488
ช่วงที่สอง อาจกล่าวได้ว่า หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 สิ้นสุดระบอบถนอม-ประภาส ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงประชาธิปไตยเบ่งบานที่สุดยุคหนึ่ง และหนังสือพิมพ์ประชาชาติรายวันได้ฟื้นกลับคืนมาอีกครั้ง
ขรรค์ชัย บุนปาน ในวัยหนุ่ม นั่งรถเมล์ไปเข้าเฝ้า พระองค์วรรณ ทรงต้อนรับด้วยดี และเมตตาอนุญาต และทรงเตรียมเงินขวัญถุงไว้ให้ เป็นแบงก์ 100 ใหม่ 9 ใบ เป็นเงินทุน
โดยประชาชาติในยุคนั้น มีนักหนังสือพิมพ์คนรุ่นหนุ่ม ทั้ง ขรรชัย บุนปาน, สุจิตต์ วงษ์เทศ, สุทธิชัย หยุ่น, พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร, ไชยวัฒน์ ยนเปี่ยม
ประชาชาติรายวันยุคที่สองจึงเกิดขึ้น แม้ “ประชาชาติ” ในช่วงที่สองจะได้รับความสนใจจากผู้อ่านที่เป็นคนรุ่นใหม่ในยุคนั้น เพราะเป็นหนังสือพิมพ์ที่ยืนเคียงคู่กับอุดมการณ์ประชาธิปไตย บนม็อตโต้ “ประชาชาติอาสา ประชาชนตัดสิน” แต่ก็ส่งผลให้ขาดทุน 4 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงมากในสมัยนั้น แต่ก็ได้กัดฟันฝ่าวิกฤตมาได้

ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติรายวัน ฉบับครบรอบ 1 ปี 29 กรกฎาคม 2518 กองบรรณาธิการ ได้ตีความบทความชิ้นหนึ่ง ถึงอุดมการณ์ ความเป็น “ประชาชาติ” ไว้ว่า
“คณะผู้บริหารของหนังสือพิมพ์ ประชาชาติรายวัน ยึดหลักการเดิมที่ว่า ประชาชาติ เป็นผู้อาสา ส่วนประชาชนนั้นจะเป็นผู้ตัดสิน”
“ตลอดระยะเวลาการเกิดมา ๑๒ เดือน ประชาชาติรายวัน พยายามสร้างสิ่งแปลกใหม่ในวงการหนังสือพิมพ์ด้วยการ ให้ความสำคัญ แก่ตัวบุคคลที่ตกเป็นข่าว อย่างเที่ยงธรรม เน้นการให้การศึกษาแก่ประชาชน พร้อมกันนั้นก็พร้อมเข้าร่วมสร้างสรรค์สังคมใหม่ให้มีเอกราชอธิปไตยสมบูรณ์ ตลอดจนการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ประชาชนส่วนใหญ่มีสภาพความเป็นอยู่ดีขึ้นจากสภาพปัจจุบัน ในฐานะที่หนังสือพิมพ์เป็นแขนงหนึ่งที่ย่อมมีส่วนสร้างสรรค์การพัฒนาประเทศด้วย”
“ประชาชาติรายวันได้สร้างระบบการทำงานด้วยการจัดบุคลากรภายใน พร้อมกันนั้นก็พร้อมเข้าร่วมในกระบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราช และประชาธิปไตย ทั้งการต่อต้านเผด็จการกรณีจอมพลถนอม กิตติขจร ลักลอบกลับเข้าประเทศ และตั้งกลุ่มวิเคราะห์เลือกตั้ง 18 เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนสนใจในระบอบประชาธิปไตยตลอดจนครั้งล่าสุดก็ส่ง สุจิตต์ วงษ์เทศ และ สุทธิชัย หยุ่น เดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องในโอกาสที่มีการลงนามฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต”
“และผลการเสนอข่าวสารคดีบทความเรื่องประชาชาติเป็นอย่างไร ย่อมเป็นที่กล่าวขวัญกันอยู่แล้ว ประชาชาติรายวันยึดกุมนโยบายอย่างเหนียวแน่นที่จะช่วยผลักดันชาติบ้านเมืองให้ก้าวหน้า พร้อมกันนั้นก็พร้อมสมานความเข้าใจอันถูกต้องกับประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศ ดังจะได้เห็นจากช่วงที่ผ่านมา ประชาชาติรายวันให้ความสนใจต่อกรณีเขมรและลาวมากเป็นพิเศษ ทั้งการวิพากษ์วิจารณ์และทั้งพยายามเสาะหาข่าวสารตีแผ่ข้อเท็จจริงด้วยความเป็นธรรม”

แต่หลังจากเกิดการล้อมปราบนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเช้าตรู่ 6 ตุลาคม 2519 คณะปฏิวัติที่นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ได้สั่งปิดหนังสือพิมพ์ ทำให้ “ประชาชาติรายวัน” ต้องยุติบทบาทตามไปด้วย

เมื่อการตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง แทบจะเต็มไปด้วยความยากลำบาก ขรรค์ชัย และเพื่อนนักหนังสือพิมพ์จึงตัดสินใจ ออกหนังสือพิมพ์ธุรกิจ ชื่อว่า “เข็มทิศธุรกิจ”

“เข็มทิศธุรกิจ” ฉบับแรก ที่ออกวางแผงเมื่อเดือน กุมภาพันธ์ 2520 หรือ 4 เดือนหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 ในยุครัฐบาลหอย “ธานินทร์ กรัยวิเชียร” เป็นนายกรัฐมนตรี

แต่เมื่อบรรยากาศการเมืองคลี่คลายขึ้น หลังการยึดอำนาจเปลี่ยนรัฐบาลใหม่อีกครั้ง ใน 20 ตุลาคม 2520เข้าสู่ยุค พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ การเมืองในประเทศเริ่มคลี่คลายจากการเมืองฝ่ายขวา
จากเข็มทิศธุรกิจ กลายเป็น “ประชาชาติธุรกิจ” ในปี 2521 จวบจนถึงปัจจุบันที่กำลังจะครบ 50 ปี…