เปิดใจ 2 กก. ‘กิติพงศ์-บุรณิน’ ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมพิจารณา รางวัล ‘ประชาชาติอวอร์ด’
เปิดใจคณะกรรมการพิจารณารางวัล Prachachat Business Award “ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์” และ“ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ”ชี้ทุกแคนดิเดตมีมาตรฐานยอดเยี่ยม แต่ต้องหาคนที่มีความโดดเด่นที่สุด
ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 50 ของประชาชาติธุรกิจ นอกจากการจัดกิจกรรม งานสัมมนาต่าง ๆ ตลอดปีแล้ว ยังมอบรางวัลธุรกิจ “Prachachat Business Award” ขึ้นเป็นครั้งแรก แบ่งออกเป็นหมวดรางวัล “Data-Driven” คัดเลือกองค์กรยอดเยี่ยม โดยใช้ข้อมูลจริง ประกอบด้วยบริษัทที่ทำรายได้สูงสุด กำไรสูงสุด และเสียภาษีสูงสุด แบ่งออกเป็นระดับชาติ และภูมิภาค รวม 21 รางวัล
หมวดรางวัล “The Golden Path” แบ่งเป็น 10 สาขา เพื่อยกย่ององค์กรและผู้นำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย 1.Company of the year Award – รางวัลบริษัทยอดเยี่ยมแห่งปี 2.Prachachat Sustainability Award – รางวัลองค์กรแห่งความยั่งยืน
3.Business Transformation Excellence Award – รางวัลองค์กรผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่สามารถ “เปลี่ยนผ่านธุรกิจ” 4.Rising Star Business Award – รางวัลธุรกิจดาวรุ่ง 5.Best Comeback Award – รางวัลสำหรับธุรกิจที่สามารถพลิกฟื้นกลับมาได้อย่างโดดเด่น 6.Thai Global Brand Award – รางวัลแบรนด์ไทยที่ประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ
7.Business Innovation Award – รางวัลสุดยอดนวัตกรรม 8.Regional Entrepreneur Award – รางวัลสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจที่แจ้งเกิดในต่างจังหวัด 9.Business Leader of the Year – รางวัลผู้นำองค์กรธุรกิจแห่งปี และ 10.Lifetime Achievement in Business Award – รางวัลเกียรติยศมอบให้กับบุคคลระดับตำนานในวงการธุรกิจ
โดยคณะกรรมการและคณะทำงานรวบรวมข้อมูลทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญและอยู่ในแวดวงธุรกิจเมืองไทยมายาวนาน ร่วมพิจารณา
เผยรายชื่อคณะกรรมการ
คณะกรรมการหมวด “The Golden Path” มี 5 ท่าน ประกอบด้วย นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), นายสมปรารถนา คล้ายวิเชียร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชนฯ, นายวรศักดิ์ ประยูรศุข รองประธานเครือมติชน และบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ร่วมกับคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ท่าน ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ อดีตนายกสมาคมการตลาดฯ
กก.เผยยกระดับมาตรฐาน
ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์กล่าวว่า ในวาระโอกาสครบรอบ 50 ปีของประชาชาติธุรกิจ การริเริ่มมอบรางวัลธุรกิจยอดเยี่ยมถือเป็นมิติที่สำคัญ โดยเชื่อมั่นว่าด้วยความเป็นมืออาชีพของสื่อหลักระดับชาติจะช่วยสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ผู้ได้รับรางวัล และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้แก่ภาคธุรกิจอื่น ๆ
“รางวัลนี้มีคุณค่ามากกว่าเพียงแค่กิจกรรมงานอีเวนต์ แต่ยังทำหน้าที่เหมือนการส่องสปอตไลต์ไปยังธุรกิจที่มีผลงานโดดเด่น ซึ่งนอกจากจะเป็นการเชิดชูเกียรติแล้วอีกด้านหนึ่งยังเป็นกลไกที่ช่วยให้ธุรกิจที่ได้รางวัลต้องรักษามาตรฐานระดับสูงต่อไปอย่างต่อเนื่อง”
ขณะเดียวกันผู้ให้รางวัลต้องพัฒนาเกณฑ์การตัดสินให้โปร่งใส ซื่อตรง และอธิบายถึงบรรทัดฐานได้ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณชน โดยในอนาคตคาดหวังจะเห็นรางวัลนี้ขยายผลสู่กลุ่ม SMEs และแบรนด์น้องใหม่ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ธุรกิจทุกระดับมุ่งมั่นสู่การเป็นบริษัทชั้นนำ
ประธานบอร์ด ตลท.มองว่า เป้าหมายสำคัญคือการทำให้คุณค่าของรางวัลไปไกลกว่าแค่งานอีเวนต์ แต่ต้องเป็นเครื่องหมายการันตีที่ทำให้นักลงทุนและประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อธุรกิจที่ได้รับรางวัลอย่างแท้จริง
ดร.บุรณินชี้มองหาต้นแบบ
ดร.บุรณินกล่าวถึงเบื้องหลังกระบวนการทำงานที่เข้มข้น เพื่อเฟ้นหาองค์กรที่เป็นที่สุดในแต่ละสาขา โดยย้ำว่า รางวัลนี้ไม่ใช่แค่การวัดความสำเร็จในเชิงตัวเลข แต่คือการมองหา “ต้นแบบ” ที่มีธรรมาภิบาลและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม กระบวนการตัดสินครั้งนี้มีความพิเศษ กรรมการแต่ละท่านนำประสบการณ์จากหลากหลายภาคส่วน ทั้งธุรกิจ การเงิน การตลาด และกฎหมาย มาระดมสมองร่วมกัน ซึ่งในหลายสาขารางวัลไม่สามารถตัดสินได้ในการประชุมเพียงครั้งเดียว
“คนที่มีชื่อติดชอร์ตลิสต์ ทุกคนล้วนมีมาตรฐานที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว แต่โจทย์ของกรรมการคือต้องหาคนที่มีความเอ็กซ์ตรา หรือความโดดเด่นที่สามารถอธิบายต่อสาธารณชนได้อย่างเต็มภาคภูมิ ในการพิจารณากรรมการไม่ได้เห็นพ้องต้องกันทั้งหมดในตอนแรก แต่เราใช้มุมมองที่แตกต่าง ทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพและปริมาณมาถกกัน หลายรางวัลประชุมครั้งเดียวไม่จบครับ” ดร.บุรณินกล่าว และว่า กรรมการตัดสินเป็นส่วนผสมที่ค่อนข้างลงตัว ทั้งมุมมองจากสื่อ มีทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพและปริมาณ ประกอบกับกรรมการที่มีประสบการณ์
เชื่อมั่นทุกฝ่ายยอมรับ
ดร.บุรณินกล่าวอีกว่า ฐานข้อมูลที่ประชาชาติธุรกิจสะสมมาตลอด 50 ปีเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้กรรมการเห็นพัฒนาการของแต่ละองค์กรในระยะยาว เราไม่ได้มองแค่ความสำเร็จระยะสั้นเพียงปีเดียว แต่เรามองเห็นการเปลี่ยนแปลงทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว สิ่งสำคัญคือต้องมีความต่อเนื่องของความเป็นเลิศ มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมชัดเจน
สำหรับหมวดรางวัลทั้ง 10 สาขา มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างมาก เช่น Business Transformation Excellence Award สำหรับองค์กรที่ปรับตัวได้อย่างโดดเด่นในยุคเปลี่ยนผ่าน, Best Comeback Award สะท้อนความท้าทายในการรักษาธุรกิจและเทิร์นอะราวนด์กลับมาสำเร็จ, Regional Entrepreneur เชิดชูผู้ประกอบการที่เป็นหัวจักรสำคัญในแต่ละภูมิภาค รวมถึง Lifetime Achievement ที่มอบให้กับบุคคลระดับตำนานทรงคุณค่า
ดร.บุรณินกล่าวอีกว่า เชื่อมั่นว่าเมื่อประกาศผลออกมารางวัลนี้จะไม่ใช่แค่ความภาคภูมิใจของผู้ที่ได้รับเท่านั้น แต่จะเป็นรางวัลที่สังคมธุรกิจให้การยอมรับ และผู้ให้ก็เกิดความภาคภูมิใจไปพร้อมกัน
กรมพัฒน์คัดจาก 7.8 แสนราย
ส่วนรางวัลในหมวด “Data-Driven” ใช้ฐานข้อมูลจริงจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์ และบริษัท ครีเดน เอเชีย จำกัด ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลบริษัทครบวงจร มาพิจารณา
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า หัวใจสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้คือการใช้ข้อมูลนิติบุคคลกว่า 7.8 แสนราย มาเป็นตัวตั้งต้นเพื่อให้ได้ผู้ชนะที่เป็นตัวจริงในสนามธุรกิจ เรามีข้อมูลทะเบียนและงบการเงินที่บอกถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริง รางวัลนี้จึงไม่ได้วัดแค่ผลกำไร แต่สะท้อนไปถึงศักยภาพของผู้บริหารและความรับผิดชอบต่อสังคมผ่านการเสียภาษี
นายพูนพงษ์กล่าวอีกว่า ด้วยเกณฑ์การตัดสินที่ยึดโยงกับข้อมูลรอบด้านและโปร่งใส จะเป็นแรงผลักดันให้รางวัลนี้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ภาคธุรกิจให้การยอมรับ และสร้างแรงบันดาลใจให้องค์กรอื่น ๆ พัฒนาศักยภาพตามรอยบริษัทต้นแบบ เพื่อสร้าง Ecosystem ของธุรกิจไทยให้ยั่งยืน สิ่งสำคัญคือการคัดตัวจริง มอบรางวัลให้คนทำงานจริง
ครีเดนเชื่อมข้อมูลภาครัฐ
นายณัฐธีร์ โชติรวีรัศมิ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัทครีเดน กล่าวว่า ความพิเศษของรางวัลในหมวด “Data-Driven” คือการเชื่อมโยงฐานข้อมูล Big Data จากภาครัฐโดยตรง โดยมีการบูรณาการข้อมูลร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เพื่อตรวจสอบงบการเงิน รายได้ ความมั่นคง และโครงสร้างผู้ถือหุ้นอย่างละเอียด ควบคู่ไปกับการประสานข้อมูลจากกรมสรรพากร เพื่อยืนยันความโปร่งใสในด้านการเสียภาษี ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญของธรรมาภิบาลในองค์กร
รางวัลดังกล่าวจะครอบคลุมทั้งระดับประเทศและเจาะลึกศักยภาพทางเศรษฐกิจทั้ง 6 ภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 21 รางวัล เพื่อเฟ้นหาบริษัทที่เป็น “ต้นแบบ” การดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาลที่กระจายตัวอยู่ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย
นายณัฐธีร์กล่าวว่า รางวัลนี้ใช้ Data เป็นตัวตัดสิน 100% ทำให้เกณฑ์การคัดเลือกชัดเจน และที่สำคัญคือสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จากฐานข้อมูลของรัฐ
“ยกย่องด้วยข้อมูลจริง ตรวจสอบได้” นายณัฐธีร์ย้ำความน่าเชื่อถือและความภาคภูมิใจของผู้ที่จะได้รับรางวัล