แบงก์ชาติ จ่อออกเกณฑ์คุมระบบแบงก์ล่ม Q4/65 ส่งสัญญาณเข้มดูแลผู้บริโภค
โหลดแอปพลิเคชั่น
ธปท.เล็งออกเกณฑ์ยกระดับคุมแบงก์ล่ม หวังส่งสัญญาณเข้มข้นขึ้นในไตรมาส 4/65 พร้อมศึกษากฎหมายเรื่องบทลงโทษ ล่าสุดออก “แผนพัฒนาระบบการชำระเงิน” ฉบับใหม่ ระยะ 3 ปี หนุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล จ่อออกบริการ “PromptBiz” ภาคธุรกิจ-การค้า หันมาใช้ดิจิทัล ช่วยลดต้นทุน-ต่อยอดขอสินเชื่อ เปิดบริการ เม.ย. 66
วันที่ 15 กันยายน 2565 นางสาวสิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภายในไตรมาสที่ 4/2565 ธปท.จะออกแนวนโยบายมาตรการยกระดับมาตรฐานการให้บริการระบบการชำระเงิน
เพื่อเป็นเกณฑ์การดูแลผู้ให้บริการระบบการชำระเงินดิจิทัล ทั้งในส่วนของภาคธนาคารพาณิชย์และผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคาร (น็อนแบงก์) ได้นำไปปฏิบัติในทิศทางเดียวกันทั้งระบบ
ทั้งนี้ การออกแนวนโยบายดังกล่าว เนื่องจากระบบการชำระเงินมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยคนไทยทำธุรกรรมผ่านโมบายแบงกิ้งเป็นอันดับ 1 ของโลก รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีที่รวดเร็ว จึงออกแนวนโยบายเพื่อพัฒนาการให้บริการและป้องกันความเสี่ยงทางการเงินให้กับผู้บริโภค และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะในเรื่องการสร้างเสถียรภาพของระบบการชำระเงิน และการป้องกันระบบล่ม
ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.ได้มีการพูดคุยกับธนาคารพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง และมีการตั้งวอรูมเพื่อติดตามปริมาณธุรกรรมการเงิน โดยเฉพาะในวันที่คาดว่าจะมีปริมาณธุรกรรมค่อนข้างสูง จะมีการมอนิเตอร์ดูแลเป็นพิเศษ อย่างไรก็ดี หัวใจสำคัญหากธนาคารที่มีเหตุขัดข้อง จะต้องเข้าไปดูแลลูกค้าตั้งแต่ต้นทาง
รวมถึงการสื่อสารไปยังลูกค้าถึงช่องทางการใช้บริการอื่น เพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อนกับลูกค้าและภาคประชาชน ดังนั้น ธปท.จึงต้องออกเกณฑ์มาตรการการยกระดับและปรับปรุงมาตรฐานดังกล่าว
“เกณฑ์มาตรการดังกล่าวจะเป็นการส่งสัญญาณที่เข้มข้นขึ้น เพื่อให้ผู้ให้บริการการชำระเงินได้ปรับปรุงและยกระดับให้เป็นไปในเกณฑ์เดียวกัน ส่วนรายละเอียดหรือบทลงโทษจะมีหรือไม่มี อาจจะต้องกลับไปดูในเรื่องของกฎหมายอีกที”
นางสาวสิริธิดากล่าวเพิ่มเติมว่า ธปท.ได้จัดทำแผน “ทิศทางการพัฒนาระบบการชำระเงินภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่ภาคการเงินไทย” (Payment Directional Paper) ภายใต้แนวนโยบาย “ภูมิทัศน์ใหม่ภาคการเงินไทยเพื่อเศรษฐกิจดิจิทัลและการเติบโตอย่างยั่งยืน” ทั้งนี้ เพื่อกำหนดแผนกลยุทธ์การพัฒนาระบบการชำระเงินในระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2565-2567) หลังจากแผนพัฒนาฯ ระยะที่ 4 จบลงภายในสิ้นปี 2564 โดยแผนพัฒนาฉบับใหม่นี้ เพื่อให้ระบบการชำระเงินเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน
“แผนพัฒนาฯ ฉบับใหม่ จะเป็นย่านลูกของ Financial Landscape โดยเราเริ่มทำแผนพัฒนาฯ มาตั้งแต่ปี’54 ซึ่งในปี’64 เป็นแผนฉบับที่ 4 ที่เพิ่งจบไป โดยเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการเกิดบริการ PromptPay ที่เติบโตก้าวกระโดด และเห็นการสัมฤทธิ์ผลหลายประการ”
ล่าสุด PromptPay มีผู้ลงทะเบียนกว่า 69 ล้านเลขหมาย จากเดิมที่มีคนลงทะเบียน และจำนวนทรานแซ็กชั่นก็เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 36 ล้านรายการต่อวัน คิดเป็นมูลค่า 1.33 แสนล้านบาท และกว่า 90% มูลค่าธุรกรรมต่ำกว่า 1,000 บาท และมี QR Code 7 ล้านจุด ซึ่งเป็นจุดร้านค้าเล็ก ๆ สะท้อนการเข้าถึงประชาชนมากขึ้น และร้านค้าก็ลดการสำรองเงินทอนลง ทำให้การใช้เงินสดก็ลดลงเช่นกัน
ทั้งนี้ แผนพัฒนาฯ ฉบับดังกล่าว จะอยู่ภายใต้ 3 หลักการ คือ 1.การเปิดกว้างของการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันของภาคส่วนต่าง ๆ มากขึ้น (Openness) โดยแผนงานสำคัญ คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งข้อมูลทางการค้าและการชำระเงินดิจิทัลของภาคธุรกิจอย่างครบวงจร หรือเรียกว่า “PromptBiz” โครงการต่อยอดจาก “PromptPay” ซึ่งจะเข้ามาช่วยลดขั้นตอนการใช้กระดาษ ให้เป็นระบบดิจิทัลแบบ End to End จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน และผู้ประกอบการยังสามารถใช้ข้อมูลการค้าดังกล่าวนำไปต่อยอดในการขอสินเชื่อได้
ปัจจุบัน ธปท.อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ “PromptBiz” คาดว่าภายในเดือนเมษายน 2566 จะสามารถเปิดให้ใช้บริการ โดยคาดว่าจะมีผู้ประกอบขนาดใหญ่ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และซัพพลายเชนของธุรกิจขนาดใหญ่เข้ามาใช้บริการในหลักพันราย
และการต่อยอดบริการโอนเงินข้ามประเทศจากแผนระยะที่ 4 ที่มีการขยายการเชื่อมต่อไปแล้ว 6 ประเทศ ซึ่งเป็นการโอนเงิน Faster Payment เช่น สิงคโปร์ ที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นจากหลักพันรายการ ปัจจุบันอยู่ที่กว่าแสนรายการ โดยแผนพัฒนาฯ ฉบับใหม่ จะขยายการโอนเงินเพิ่มเติมอีก 3 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และอินเดีย รวมถึงการขยายบริการ QR Cross Border Payment เพิ่มเติมอีก 2 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย และ ฮ่องกง
นอกจากนี้ ธปท.ยังมีการยกระดับการนำมาตรฐานสากลและมาตรฐานกลางมาใช้ในระบบการชำระเงิน เช่น มาตรฐาน ISO20022 มาตรการเชื่อมโยงระหว่างระบบและผู้ให้บริการ หรือ API ตลอดจนการพัฒนาและบูรณาการฐานข้อมูลการชำระเงินร่วมกับภาครัฐเพื่อให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง
“ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการเกิดบริการรับโอนเงินรูปแบบใหม่ (PromptPay) ที่เติบโตก้าวกระโดด และเห็นการสัมฤทธิ์ผลหลายประการ
2.การเข้าถึงและการเข้าใจการใช้บริการการชำระเงินดิจิทัล (Inclusivity) ซึ่งเป้าหมายต้องการให้ประชาชนเข้าถึงบริการทุกกลุ่มและหลากกลายมากขึ้น เพราะจากการสำรวจ ธปท.พบว่า มีประชาชนที่ใช้บริการชำระเงินดิจิทัลประมาณ 54% และมีประชาชนที่ใช้บริการน้อยหรือไม่ใช้บริการชำระเงินดิจิทัลเลยมีสัดส่วนเกือบครึ่ง
ดังนั้น ธปท.จะต้องเข้าไปวิเคราะห์และผลักดันให้กลุ่มนี้มากขึ้น โดย ธปท.อยู่ระหว่างการศึกษา เช่น หน่วยงานที่มีการชำระเงินและเกี่ยวข้องกับภาคประชาชนเยอะ รวมถึงขยายการชำระเงินไปยังระบบขนส่งสาธารณะ อาทิ รถไฟฟ้า และบริการสาธารณสุขของภาครัฐ เป็นต้น
และ 3.การกำกับดูแลที่ยืดหยุ่นและเท่าทัน (Resiliency) โดยการกำกับในระยะต่อไปจะต้องเท่าทันกับสภาพแวดล้อมและความเสี่ยงใหม่ ๆ เพราะเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะต้องมีการทบทวนและกรอบหลักเกณฑ์ต่าง ๆ และมีการวิเคราะห์ถึงผลกระทบให้ครบรอบด้าน รวมถึงการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง”
“สำหรับเป้าหมายแผนพัฒนาฯ ฉบับดังกล่าวต่อจำนวนการทำธุรกรรม เดิมเรามองไว้ที่ 800 ครั้งต่อคนต่อปี จากตอนนี้อยู่ที่ 370 ครั้งต่อคนต่อปี เติบโตสูงจากช่วงแรกที่มีระบบการชำระเงินมีการใช้บริการเพียง 60 ครั้งต่อคนต่อปี อย่างไรก็ดี หากดูแผนฉบับที่ผ่าน ๆ มา จะพบว่า ปริมาณธุรกรรมเติบโตสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยคาดว่า 3 ปีข้างหน้าปริมาณธุรกรรมน่าจะเกือบ 1,000 ครั้งต่อคนต่อปี โดยระบบการชำระเงินดิจิทัลประมาณ 70% ของทั้งหมดจะมาจากธุรกรรมพร้อมเพย์ที่มีการเปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือน ม.ค.ปี’61”