เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
GWM เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หลังผลิตชดเชย EV 3.5 ครบเป็นรายแรก
Automotive GWM เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หลังผลิตชดเชย EV 3.5 ครบเป็นรายแรก
ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 57“ ทอดพระเนตรกุหลาบ “ควีนสุทิดา”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 57“ ทอดพระเนตรกุหลาบ “ควีนสุทิดา”
เปลี่ยนหงส์ไม่ง่าย
Columns เปลี่ยนหงส์ไม่ง่าย
‘ล้ำฤทธิ์’ ปั้น ‘ดิ โอทู แบงค็อก’ สปอร์ต-เวลเนสคอมเพล็กซ์ครบวงจร
Real Estate ‘ล้ำฤทธิ์’ ปั้น ‘ดิ โอทู แบงค็อก’ สปอร์ต-เวลเนสคอมเพล็กซ์ครบวงจร
หาเงินเก่ง กับรักษาเงินเก่ง
Finance หาเงินเก่ง กับรักษาเงินเก่ง
สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมพระราชินี เสด็จฯ เปิดงานวันสตรีไทย 69
ข่าวในพระราชสำนัก สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมพระราชินี เสด็จฯ เปิดงานวันสตรีไทย 69
ศุภมาส สั่งคุมเข้มแพลตฟอร์มออนไลน์ ดันกฎหมายร่วมเยียวยาผู้บริโภค เล็งเปิดทางฟ้องแบบกลุ่ม
Politics ศุภมาส สั่งคุมเข้มแพลตฟอร์มออนไลน์ ดันกฎหมายร่วมเยียวยาผู้บริโภค เล็งเปิดทางฟ้องแบบกลุ่ม
‘เซ็นทารา’ รุก รร.ลักเซอรี่ เปิด ‘รีเซิร์ฟกระบี่’ ธ.ค.นี้
Business ‘เซ็นทารา’ รุก รร.ลักเซอรี่ เปิด ‘รีเซิร์ฟกระบี่’ ธ.ค.นี้
นายกฯ ลั่นไม่หนุนลดโทษฆาตกรอุกอาจ ขอโทษชาวรัสเซีย ยันภาพรวมไทยยังปลอดภัย
Politics นายกฯ ลั่นไม่หนุนลดโทษฆาตกรอุกอาจ ขอโทษชาวรัสเซีย ยันภาพรวมไทยยังปลอดภัย
คปภ. ประสาน “ซมโปะ ประกันภัย” ใกล้ชิด ดูแลสิทธิผู้รับผลประโยชน์ “ฮลุน โซโล่”
Finance คปภ. ประสาน “ซมโปะ ประกันภัย” ใกล้ชิด ดูแลสิทธิผู้รับผลประโยชน์ “ฮลุน โซโล่”
ดูทั้งหมด

“สี จิ้นผิง” ปั๊ม เศรษฐกิจภายใน เขย่าส่งออกไทย 4 หมื่นล้าน

03 พ.ย. 2565 | 08:43น.
ตลาดจีน

“จีน” ตลาดส่งออกอันดับ 3 ขนาดเกือบ 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐของไทย กำลังเปลี่ยนผ่านนโยบายเศรษฐกิจครั้งสำคัญ หลังประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ได้รับเลือกให้รับตำแหน่ง เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ในการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ต่อเนื่องอีกสมัย เป็นสมัยที่ 3 นำพาเศรษฐกิจ 1,300 ล้านคน ขับเคลื่อนจีดีพีให้ขยายตัว 5.5% ตามเป้าหมาย

ดร.ไพจิตร พิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การประชุมคณะทำงานด้านเศรษฐกิจประจำปีกำลังจะเริ่มในกลางเดือนธันวาคมนี้ จะเป็นการส่งสัญญาณชัดว่าจีนจะลุยต่อนโยบายเศรษฐกิจอย่างไร ซึ่งการประชุมครั้งนี้ต้องโฟกัสไปที่ “หลี่ เฉียง” ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไป แทนนาย “หลี่ เค่อเฉียง” ที่กำลังจะหมดวาระในเดือน มี.ค. 2566 เป็นหมายเลข 2 ที่จะเข้าร่วมในฐานะ 7 โปลิตบูโรครั้งแรก ต้องฉายภาพทิศทาง รวมทั้งเป้าหมายตัวเลขทางเศรษฐกิจจีน ในปี 2566

กระตุ้นชนบท-ลดเหลื่อมล้ำ

“ผมว่าจะนโยบายจะไม่ปรับเปลี่ยนจากเดิม แต่จะให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ และในอุตสาหกรรมเป้าหมายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเศรษฐกิจภายในของจีนปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วน 50% ของมูลค่าเศรษฐกิจ เพิ่มสูงขึ้นจาก 10 ปีก่อนที่คิดเป็น 25-26% หากสามารถกระตุ้นทำให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น เพราะประชาชนในพื้นที่ชนบทจีนคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 50% ส่วนใหญ่จะขายแรงงาน เป็นเกษตรกร การลดความแตกต่างลดความเหลื่อมล้ำในเรื่องของการกระจายรายได้”

ขณะเดียวกันจะเชื่อมโยงเรื่องการรักษาเสถียรภาพ หรือการเพิ่มเสถียรภาพความมั่นคงทางอาหาร หลังจากเกิดความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน

นอกจากนี้ หากพิจารณาการคัดเลือกบุคคลสำคัญ 7 อรหันต์ (โปลิตยูโรถาวร) ของพรรค จะเห็นประธานาธิบดี สี ให้ความสำคัญกับการดูแลระเบียงเศรษฐกิจ 3 พื้นที่ใหญ่ แบ่งเป็น แผนที่ส่วนคอไก่ ตรงปักกิ่ง เทียนจิน แล้วก็เหอเป่ย์ มี ไช่ เฉียง เลขาธิการพรรคที่ปักกิ่ง

ส่วนอกไก่ คือ ตรงปากแม่น้ำแยงซีเกียง เซี่ยงไฮ้ มณฑลเจ้อเจียง มณฑลเจียงซู อานฮุย ได้ท่านหลี่ เฉียง ซึ่งคาดว่าจะขึ้นไปเป็นนายกรัฐมนตรีคนถัดไป และท้องไก่ ท่านหลี่ ซี เลขาธิการพรรคกวางตุ้ง ซึ่งมีความสามารถในการปฏิรูปเชื่อมเศรษฐกิจระหว่างทางฮ่องกงกับกวางตุ้ง และ Greater Bay Area

ผนึกพันธมิตรในเส้นทาง BRI

อย่างไรก็ตาม แม้จะกระตุ้นเศรษฐกิจภายในแต่จีนยังไม่ลดการนำเข้า และจะจำเพาะเจาะจงไปที่พันธมิตร ตามนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) เพิ่มมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งประเทศตามแนวหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางตอนใต้ ที่จีนจะลงมาพื้นที่ทางตอนล่าง ขณะเดียวกันจีนเริ่มคลายล็อกเรื่องเงื่อนไขการลงทุน สำหรับธุรกิจบริการหลาย ๆ เช่น เรื่องการท่องเที่ยว ยินดีให้ธุรกิจต่างชาติเข้าไปเปิดในเมืองจีน ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ

“จีนรู้ว่าศักยภาพความพร้อมของต่างประเทศที่จะเข้าไปลงทุนจะไม่มีพลังมากเหมือนสมัยก่อน เพราะเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในหลาย ๆ ประเทศแย่ ในอเมริกาเงินเฟ้อ ยุโรปประสบปัญหาด้านพลังงาน จึงต้องยกระดับการพึ่งพาตนเองให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อม พึ่งพากำลังภายนอกน้อยลง แต่พึ่งพาหรือกำลังภายในให้เพิ่มมากขึ้น”

จีดีพีปี’66 โต 4%

ดร.ไพจิตรมองว่า ปี 2566 เศรษฐกิจจีนจะเติบโตได้เกิน 4% หากไม่มีวิกฤตอื่นเกิดขึ้น เศรษฐกิจจีนต้องสูงกว่าปีนี้ที่ตั้งไว้ 5.5% ส่วนภาวะปัญหาสงครามการค้าระหว่างจีนกับอเมริกานั้นจะเป็นอย่างไร ต้องติดตามท่าทีของฝ่ายสหรัฐว่าจะชะลอหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา จีนเล่นบทเป็นพระรอง ตอบโต้สิ่งที่สหรัฐทำซะมากกว่า

ส่วนค่าเงินหยวนที่อ่อนขณะนี้เป็นเรื่องเชิงจิตวิทยา เนื่องจากว่านักลงทุนส่วนมากอยู่ในกองทุนของโลกตะวันตกจึงเกิดการปั่นกระแสเทขายเลย เพื่อส่งสัญญาณบอกโลกว่าไม่เห็นด้วย แต่จุดแข็งหลัก 3 ด้านของจีน คือ 1) เสถียรภาพของรัฐบาลจีนดี ไม่มีปัญหา 2) ความต่อเนื่องในเชิงนโยบายสูง 3) หน้าตักจีนยังใหญ่ การแก้ปัญหาอะไรก็ตาม การเมืองเขานำเศรษฐกิจ การแก้ไขในเชิงเศรษฐกิจจะคลายล็อกได้เร็ว

เกาะติดนโยบาย เศรษฐกิจจีน

นางอารดา เฟื่องทอง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เห็นว่า บทบาทประธานาธิบดีสี โดดเด่นมากขึ้นหลังจากการประชุม ซึ่งทำให้มองว่าหลังจากนี้ รัฐบาลจะยังดำเนินนโยบายต่อเนื่องตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 14 แต่มีแนวโน้มว่าจีนจะมุ่งเน้นการพัฒนาเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เน้นการพัฒนาด้านคุณภาพ สร้างความสมดุล

โดยจีนยังคงมีนโยบายที่ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก และให้เศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศส่งเสริมซึ่งกันและกัน (Dual Circulation) ซึ่งที่ผ่านมาการดำเนินนโยบายพึ่งพาตัวเองเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและพลังงาน และยังคงเดินหน้านโยบาย Dynamic Zero COVID

“Dynamic Zero COVID ทำให้ต้นทุน ขั้นตอน ระยะเวลา และค่าใช้จ่าย ในการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น การเข้าร่วมงานแฟร์ในจีนมีความสะดวกน้อยลง การจำกัดการเดินทางข้ามเมือง/มณฑล และล็อกดาวน์พื้นที่เสี่ยงโควิด ทำให้สินค้าไทยเสียโอกาสทางการตลาด

เพราะถึงแม้ว่าจะเข้าไปจำหน่ายในระบบออนไลน์ได้ แต่ยังไม่ทั่วถึง ส่วนนโยบาย Dual Circulation เน้นการพัฒนาสินค้า ลดการนำเข้า อาจจะส่งผลต่อสินค้าไทย เอกชนไทยต้องปรับตัวเตรียมพร้อม พัฒนารูปแบบ คุณภาพสินค้า และให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นจึงจะส่งออกได้ นอกจากนี้ การส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงจะทำให้จีนมุ่งสร้างซัพพลายเชนและโครงสร้างที่ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น”

ลุยต่อ Zero COVID

ตลาดจีนคิดเป็นสัดส่วน 12% จากภาพรวมการส่งออกทั้งหมดของไทย ในช่วง 3 ไตรมาสแรก ไทยส่งออกไปจีน 26,626 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 13.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นการหดตัวต่อเนื่อง 4 เดือน การส่งออกสินค้ารถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง และเคมีภัณฑ์มีการส่งออกลดลง ส่วนหนึ่งมาจากการใช้มาตรการตรวจสอบโควิดเข้มข้น หรือ “Zero COVID”

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เปิดเผยว่า นโยบายซีโร่โควิดคงมีอีกสักระยะหนึ่ง แต่หลังจากนี้เชื่อว่ามีการผ่อนคลายและจีนเองมีความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ค่อนข้างรวดเร็วอยู่แล้ว

“วิธีการส่งสินค้าไปยังประเทศจีนในช่วงที่จีนมีนโยบายซีโร่โควิดนี้อยู่ เราก็มีการปรับตัวกันมากพอสมควร จากการขนส่งทางบกเป็นหลักก็ปรับเปลี่ยนกลับมาเป็นการขนส่งสินค้าทางเรือ มีความคล่องตัวในเรื่องด่านตรวจมากกว่า

และต้นทุนการขนส่งสินค้าทางเรือถูกลงแล้ว ปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ที่เคยเป็นปัญหาก็ลดลงตามลำดับ ในช่วงเวลานี้ถือว่าเป็นการรักษาฐานตลาด จนกว่านโยบายซีโร่โควิดจะผ่อนคลายลง จึงจะเป็นโอกาสอีกครั้งในการผลักดันสินค้าใหม่ ๆ เข้าไป ส่วนต้นทุนที่ถูกกระทบก็ยังมาจากเรื่องพลังงานเป็นหลัก กับวัตถุดิบบางรายการที่ต้องนำเข้า”

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าจับตามองในปี 2566 ว่า ทิศทางเศรษฐกิจจีนจะเป็นอย่างไร คาดว่า “น่าจะลดลง” อย่างน้อยก็ในช่วงครึ่งปีแรก แต่ถ้าหลังจากนั้นมีการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในอาจจะได้กำลังซื้อกลับมาช่วงครึ่งปีหลัง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ซีโร่โควิด เศรษฐกิจจีน