แบงก์มองกรอบเงินบาทเคลื่อนไหว 34.30-35.30 บาทต่อดอลลาร์ ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อไทย-ประชุมโอเปคกำหนดทิศทางราคาน้ำมัน คาดฟันด์โฟลว์เผชิญแรงเทขายทำกำไรช่วงสั้น หลังเงินบาทแข็งค่า 8%
วันที่ 3 ธันวาคม 2565 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรอบเงินบาทสัปดาห์หน้า (วันที่ 5-9 ธันวาคม 65) เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 34.30-35.00 บาทต่อดอลลาร์
โดยปัจจัยที่ต้องติดตามจะเป็นดัชนีผู้ผลิต PMI ของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นตัวสำคัญกว่าภาคบริการ เพราะหากตัวเลขสะท้อนออกมาค่อนข้างแย่ จะทำให้ตลาดคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะชะลอกาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าและค่าเงินบาทแข็งค่าได้
นอกจากนี้ต้องติดการประชุมโอเอปค (OPEC) เพื่อรอดูทิศทางการกำหนดทิศทางกำลังผลิตน้ำมัน รวมถึงการประชุมกลุ่ม G7 ซึ่งจะมีการหารือเรื่องการกำหนดเพดานราคาน้ำมันของรัสเซีย และต้องติดตามการตอบโต้ของรัสเซียจะเป็นลักษณะใด และติดตามถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) แต่เชื่อว่าค่าเงินยูโรจะไม่ปรับแข็งค่ามากนัก
ส่วนปัจจัยในประเทศติดตามตัวเลขอัตราเงินเฟ้อ แต่เชื่อว่ายังไม่ได้มีนัยสำคัญมากนัก เพราะตัวเลขน่าจะออกมาชะลอตัวลงตามคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งแรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อจะปรับลดลง
สำหรับทิศทางกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ในสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า ตลาดหุ้นซื้อสุทธิ 4,500 ล้านบาท และตลาดพันธบัตร (บอนด์) ซื้อสุทธิราว 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อบอนด์ตัวสั้นและตัวยาว โดยมองว่ามีสัญญาณเป็นผลมาจากนักลงทุนเข้ามาลงทุนเพื่อเก็งกำไรส่วนต่างราคา หรือ Arbitrage
“มองไปข้างหน้าฟันด์โฟลว์ไหลเข้าคงไม่เยอะมาก และเป็นขายสุทธิราว 1,000-2,000 ล้านบาท เพราะต้นทุนในการทำธุรกรรม Arbitrage จะแคบลง และยีลด์ก็ปรับลดลงแล้ว จึงอาจเห็นการเทขายเพื่อทำกำไรได้บางเล็กน้อย และคาดว่าหากไม่มีปัจจัยรุนแรง เช่น การโต้กลับของรัสเซีย คาดว่าเงิรบาทคงไม่หลุดกรอบผ่านแนว 35.00 บาทต่อดอลลาร์ได้”
นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ธนาคารประเมินกรอบเงินบาทสัปดาห์หน้า(วันที่ 5-9 ธันวาคม 65) อยู่ที่ 34.50-35.30 บาทต่อดอลลาร์
ทั้งนี้ ปัจจัยติดตามจะเป็นข้อมูลเงินเฟ้อเดือนพฤศจิกายนของไทย และดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนพฤศจิกายนของสหรัฐฯ โดยยังคงมีกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตรของไทยอย่างต่อเนื่อง และไทยพลิกกลับมาเกินดุลการชำระเงินในเดือนตุลาคมซึ่งหนุนเงินบาทให้แข็งค่าเงิน
อย่างไรก็ดี คาดว่าสัปดาห์หน้าการซื้อขายจะเป็นไปอย่างระมัดระวัง ก่อนเข้าสู่การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รอบสุดท้ายของปีในวันที่ 13-14 ธันวาคมนี้
“เรามองเงินบาทอาจเผชิญแรงขายทำกำไรช่วงสั้นหลังจากแข็งค่ามากถึงเกือบ 8% ในเดือน พ.ย. เพียงเดือนเดียว โดยในระยะสั้น ตลาดสะท้อนการคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในอัตราช้าลง และการทยอยลดความเข้มงวดของนโยบายปลอดโควิดในจีน มากพอสมควรแล้ว”