เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
SCGP รับดีมานด์บรรจุภัณฑ์ฟื้น เร่งขยายกำลังผลิตเวียดนาม-ดัน AI เพิ่มขีดแข่งขัน
Real Estate SCGP รับดีมานด์บรรจุภัณฑ์ฟื้น เร่งขยายกำลังผลิตเวียดนาม-ดัน AI เพิ่มขีดแข่งขัน
เอสซีจี ดัน “ปูนคาร์บอนต่ำ” ลุยต่างประเทศ จับมือ “จีน” รุกตลาดสุขภัณฑ์อัจฉริยะในไทย
Real Estate เอสซีจี ดัน “ปูนคาร์บอนต่ำ” ลุยต่างประเทศ จับมือ “จีน” รุกตลาดสุขภัณฑ์อัจฉริยะในไทย
เบนซ์ ปลื้ม CLA ดันยอด EV โต 130% ปรับกลยุทธ์เจาะคนรุ่นใหม่ผ่านเเคมเปญ​ ‘FLEX Mobility’
Automotive เบนซ์ ปลื้ม CLA ดันยอด EV โต 130% ปรับกลยุทธ์เจาะคนรุ่นใหม่ผ่านเเคมเปญ​ ‘FLEX Mobility’
บิทคับ แจงปม ก.ล.ต. ฟันบริษัทฯ – 2 อดีตกรรมการ ผิด พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล
Finance บิทคับ แจงปม ก.ล.ต. ฟันบริษัทฯ – 2 อดีตกรรมการ ผิด พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล
SCG โชว์กำไรไตรมาส 2 พุ่ง 85% เคาะจ่ายปันผลระหว่างกาล 3.50 บาทต่อหุ้น
Real Estate SCG โชว์กำไรไตรมาส 2 พุ่ง 85% เคาะจ่ายปันผลระหว่างกาล 3.50 บาทต่อหุ้น
20 ปีอนุสัญญาอุ้มหาย ภาคสังคม จี้รัฐบาลไทยเปิดความจริง-เยียวยาผู้เสียหาย
News 20 ปีอนุสัญญาอุ้มหาย ภาคสังคม จี้รัฐบาลไทยเปิดความจริง-เยียวยาผู้เสียหาย
คลังต่อเวลาสิทธิบัตรสวัสดิการฯ รายเดิมถึง 30 ก.ย. พร้อมขยายเวลาทบทวนสิทธิถึง 31 ส.ค.
Politics คลังต่อเวลาสิทธิบัตรสวัสดิการฯ รายเดิมถึง 30 ก.ย. พร้อมขยายเวลาทบทวนสิทธิถึง 31 ส.ค.
ก.ล.ต. ลุยฟ้องแก๊งปั่นหุ้น ECF ผู้กระทำความผิดรวม 12 ราย ต่อศาลแพ่ง บี้ชำระเงินกว่า 269 ล้าน
Finance ก.ล.ต. ลุยฟ้องแก๊งปั่นหุ้น ECF ผู้กระทำความผิดรวม 12 ราย ต่อศาลแพ่ง บี้ชำระเงินกว่า 269 ล้าน
Metthier อัพสกิลแม่บ้าน-ระดมทีมดูแล รพ. ชั้นนำ หนุนไทยสู่ ‘Medical Hub’ ของโลก
Biz Movement Metthier อัพสกิลแม่บ้าน-ระดมทีมดูแล รพ. ชั้นนำ หนุนไทยสู่ ‘Medical Hub’ ของโลก
Huawei ปักธง AI Use Case จับมือ ดีอี ดันไทยฮับอาเซียน
Tech Huawei ปักธง AI Use Case จับมือ ดีอี ดันไทยฮับอาเซียน
ดูทั้งหมด

โรงงานอ่วมค่าไฟพุ่ง 5.69 บาท สินค้า 45 กลุ่มพาเหรดขึ้นราคา

19 ธ.ค. 2565 | 11:43น.
ค่าไฟ

กกพ.ขึ้นค่า Ft ทำกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมค่าไฟพุ่ง 5.69 บาท/หน่วย สภาอุตฯโอดรัฐไม่ฟังย้ำจุดยืนต้องชะลอการขึ้นค่า Ft เผยกระทบหนัก 45 กลุ่มอุตสาหกรรม พาเหรดปรับขึ้นราคาสินค้า จำแนก 3 กลุ่มตามการใช้ไฟฟ้าพบ “เหล็ก-เคมี-กระดาษ-แก้วกระจก-ปูนซีเมนต์-เซรามิก-โรงกลั่นน้ำมัน/ปิโตรเคมี-หล่อโลหะ-อาหารเครื่องดื่ม” โดนหนักสุด ต้องปรับราคาสินค้าขึ้น 9-12% ส่งผลกระทบความสามารถในการแข่งขันส่งออก ด้านกรมการค้าภายในแตะเบรกขู่ห้ามขึ้นราคาสินค้า

หลังจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ประกาศผลการคำนวณค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือค่า Ft งวดที่ 1/2566 ประจำเดือนมกราคม-เมษายน 2566 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่อัตรา 93.43 สตางค์/หน่วย กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นที่อัตรา 190.44 สตางค์/หน่วย

แม้จะทำให้ค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยยังคงเรียกเก็บในอัตราเดิมคือ 4.72 บาท/หน่วย แต่ค่าไฟฟ้าประเภทอื่น (นอกเหนือไปจากที่อยู่อาศัย อาทิ สถานประกอบการ-ร้านค้า-โรงงานอุตสาหกรรม-สถานบันเทิง-ค้าบริการต่าง ๆ) ถูกปรับขึ้นไปถึง 5.69 บาท/หน่วย ซึ่งเป็นอัตราค่าไฟฟ้าที่สูงมาก

ได้สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่เคยออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลตรึงค่า Ft และชะลอการขึ้นค่าไฟฟ้าออกไปก่อนผ่านทาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย มาอย่างต่อเนื่อง

เงินช่วยเหลือ ปตท.ยังเงียบ

ในประกาศของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้อ้างอิงมติ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2565 มีสาระสำคัญอยู่ที่แนวทางบริหารจัดการ “ก๊าซธรรมชาติ” เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงวิกฤตราคาพลังงาน (ม.ค.-เม.ย. 66 ตรงกับงวดค่า Ft 1/2566) ด้วยการ

1) ให้จัดสรรก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยหลังโรงแยกก๊าซเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยเป็นลำดับแรก

2) ให้ ปตท.คิดราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (IPP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ในระดับราคาเดียวกับที่ใช้ประมาณการค่าไฟฟ้าตามสูตรปรับอัตราค่า Ft ตั้งแต่เดือนที่ กพช.และให้นำ “ส่วนต่าง” ของราคาก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงกับราคาก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บดังกล่าวไป “ทยอยเรียกเก็บคืน” ในการคำนวณค่า Ft รอบถัดไป (รอบ 2/2566 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม)

โดยแนวทางการบริหารจัดการตามมติ กพช.ข้างต้น รวมกับแนวทางการบริหารเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของกระทรวงพลังงาน ส่งผลให้มีการปรับปรุงสมมุติฐานราคานำเข้า LNG spot อ้างอิงตามแนวโน้มที่ดีขึ้น การดำเนินการทั้งหมดส่งผลให้ประมาณการราคา pool gas ลดลงจาก 552 บาทต่อล้าน BTU เป็น 493 บาทต่อล้าน BTU

การคำนวณโดยแบ่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยหลังโรงแยกเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าให้บ้านอยู่อาศัยก่อน ทำให้บ้านอยู่อาศัยสามารถใช้ก๊าซในราคา 238 บาทต่อล้าน BTU และจัดสรรก๊าซธรรมชาติอ่าวไทยส่วนที่เหลือรวมกับก๊าซจากสหภาพเมียนมาและ LNG สำหรับผู้ใช้ก๊าซรายอื่น ๆ (pool gas ส่วนเหลือ) ในราคา 542 บาทต่อล้าน BTU

ส่วนภาระหนี้สะสมที่เกิดจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.ที่สูงประมาณ 120,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ค่า Ft ในปี 2566 สูงขึ้น เพื่อนำเงินมาใช้หนี้คืน กฟผ. นอกเหนือไปจากค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า (ก๊าซ LNG) นั้น กฟผ.ได้เสนอให้ใช้วิธี “เฉลี่ยยอดหนี้” ณ เดือนสิงหาคม 2565 จำนวน 122,257 ล้านบาท โดยเฉลี่ยการเรียกเก็บไปเป็นเวลา 2 ปี

มีข้อน่าสังเกตว่า 1) เหตุผลในการปรับขึ้นค่า Ft รอบนี้ของ กกพ. ไม่ได้กล่าวถึงการขอความร่วมมือจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในการพิจารณาจัดสรรเงินรายได้จากธุรกิจโรงแยกก๊าซธรรมชาติประมาณเดือนละ 1,500 ล้านบาท เป็นเวลา 4 เดือน รวม 6,000 ล้านบาท มาช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าด้วยการให้เป็น “ส่วนลด” ราคาค่าก๊าซธรรมชาติให้กับ กฟผ.

ประกอบกับการประชุม คณะกรรมการ ปตท.ครั้งล่าสุด (15 ธ.ค. 2566) ก็ไม่มีมติการช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษด้วย แต่เมื่อพิจารณาผลประกอบการในช่วงไตรมาสที่ 3/2565 ในส่วนธุรกิจโรงแยกก๊าซของ ปตท.กลับพบว่า รายได้และกำไรของโรงแยกก๊าซลดลง

2) การประกาศขึ้นค่า Ft งวด 1/2566 อันมีผลทำให้ค่าไฟนอกเหนือกลุ่มที่อยู่อาศัยถูกปรับขึ้นไปถึง 5.69 บาท/หน่วยนั้น “ใกล้เคียง” กับกรณีที่ 2 ในเอกสารรับฟังความคิดเห็นของ กกพ.ในการคำนวณค่า Ft งวด 1/2566 ที่เสนอให้เรียกเก็บค่า Ft จำนวน 191.64 สตางค์/หน่วย แบ่งเป็น Ft ขายปลีกประมาณการสะท้อนต้นทุน 158.31 สตางค์/หน่วย และเงินทยอยเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. 33.33 สตางค์/หน่วย

โดย กฟผ.จะได้รับเงินคืนครบภายใน 2 ปี ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าตามแนวทางนี้ถูกปรับขึ้นเป็น 5.70 บาท/หน่วย เพียงแต่การประกาศค่า Ft รอบนี้ถูกแยกเป็น 2 ส่วน คือ กลุ่มที่อยู่อาศัยไม่ปรับขึ้นค่าไฟฟ้า กับกลุ่มนอกเหนือจากที่อยู่อาศัย ต้องเสียค่าไฟฟ้าในอัตราสูงถึง 5.69 บาท/หน่วย

กระทบ 3 กลุ่มอุตสาหกรรม

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หากรัฐพิจารณาปรับขึ้นค่า Ft งวด ม.ค.-เม.ย. 66 ที่ปรับเพิ่มขึ้นมากจากปัจจุบันเฉลี่ยค่าไฟที่ 4.72 บาท/หน่วย จะส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าโดยเฉลี่ยประมาณ 5-12%

ขณะเดียวกันยังจะกระทบต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศอย่างมาก รวมถึงการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ FDI ที่กำลังย้ายฐานท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย “เราขอย้ำจุดยืนที่เรียกร้องให้ภาครัฐชะลอการปรับขึ้นค่า Ft ประจำงวดที่ 1/2566 (มกราคา-เมษายน 2566) ออกไปก่อน เพื่อบรรเทาผลกระทบของภาคการผลิต” นายเกรียงไกรกล่าว

ล่าสุด ส.อ.ท.ได้ประเมินการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรมในอัตราที่สูงติดต่อกัน 2 งวด จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ทำให้ราคาสินค้าและบริการต้องปรับราคาตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และจะทำให้อัตรา “เงินเฟ้อ” ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในปี 2566 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 0.8 ซึ่งจะกระทบต่อค่าครองชีพและกำลังซื้อของประชาชน นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมจะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการลงทุนและส่งออก เนื่องจากต้นทุนสูงกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม-อินโดนีเซีย

45 อุตสาหกรรมใช้ไฟเยอะ

สำหรับ 45 กลุ่มอุตสาหกรรมมีการใช้ไฟฟ้ามากสุดถึงน้อยสุด สามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

1) กลุ่มที่มีการใช้ไฟฟ้ามากจำนวน 11 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ เคมี, เหล็ก, เยื่อและกระดาษ, อะลูมิเนียม, หล่อโลหะ, แก้วกระจก, ปูนซีเมนต์, เซรามิก, อาหารและเครื่องดื่ม, โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม, ปิโตรเคมี จะได้รับผลกระทบทำให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 9-12%

2) กลุ่มที่มีการใช้ไฟฟ้าปานกลางจำนวน 16 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ ยาง, พลาสติก, ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, เครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น, ยานยนต์, ชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์, เฟอร์นิเจอร์, ไม้อัดไม้บางและวัสดุแผ่น, โรงเลื่อยและโรงอบไม้, เครื่องจักรกลการเกษตร, เครื่องจักรกลและโลหะการ, ต่อเรือและซ่อมแซม, ก่อสร้างและงานเหล็ก, แกรนิตและหินอ่อน, น้ำตาล, น้ำมันปาล์ม, หลังคาและอุปกรณ์ โดยจะส่งผลกระทบทำให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 6-8%

และ 3) กลุ่มที่มีการใช้ไฟฟ้าน้อยมีจำนวน 18 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ เครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพร, ยา, ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์, เทคโนโลยีชีวภาพ, ดิจิทัล, อัญมณีและเครื่องประดับ, หัตถกรรมสร้างสรรค์, หนังและผลิตภัณฑ์หนัง, รองเท้า, สิ่งทอ, เครื่องนุ่งห่ม, ผู้ผลิตไฟฟ้า, พลังงานหมุนเวียน, การจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อม, การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ และก๊าซ โดยจะส่งผลกระทบทำให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นประมาณไม่เกิน 5%

กรมการค้าภายในเชื่อภาพรวมไม่กระทบสูง

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าไฟฟ้างวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 2566 จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนผู้ผลิตอาหารเฉลี่ย 5-15% ในระดับแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจใดใช้เครื่องจักรที่ใช้ไฟฟ้ามากหรือน้อย เช่น หากเป็นกลุ่มธุรกิจห้องเย็นจะมีการใช้ไฟฟ้ามากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนต้นทุนสูง 60-80% และขึ้นอยู่กับประเภทพลังงานที่เอกชนแต่ละรายใช้ด้วย ส่วนการปรับราคาสินค้า “อาจจะเป็นไปได้ยาก”

โดยเฉพาะสินค้าอาหารบางกลุ่มที่จัดเป็น “สินค้าควบคุม” อาจจะหมดสิทธิที่จะมีการปรับขึ้นราคา เพราะเป็นกลุ่มสินค้าที่ต้องขอความร่วมมือเพื่อดูแลประชาชน ส่วนกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่ก็จะได้รับแรงกดดันน้อย

สอดคล้องกับ ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ได้ติดตามสถานการณ์การปรับค่าไฟฟ้าที่อาจจะส่งผลต่อราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด โดยยังคงขอความร่วมมือผู้ผลิตสินค้าในการตรึงราคาสินค้าไว้ก่อน การพิจารณาอนุญาตให้ปรับราคาสินค้าจะต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป แต่จะไม่ได้มีการอนุญาตให้โดยอัตโนมัติ “ค่าไฟฟ้าถือเป็นต้นทุนสินค้าส่วนหนึ่ง มากน้อยขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและกระบวนการผลิตว่าสินค้านั้น ๆ ใช้พลังงานชนิดใดในการผลิต เช่น ไฟฟ้า น้ำมันเตา แก๊ส ดังนั้นการปรับค่า Ft ก็จะมีผลต่อต้นทุนสินค้าแต่ละชนิดแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมอาจไม่ได้เป็นสัดส่วนที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ”

ห้องเย็น-โรงน้ำแข็งปรับขึ้นราคา

นายอภิชัย เตชะนิธิสวัสดิ์ กรรมการบริหาร บริษัทในเครืออนุสรณ์กรุ๊ป จ.สมุทรสาคร ผู้ประกอบการธุรกิจห้องเย็น โรงงานผลิตน้ำแข็ง และแปรรูปอาหารทะเล กล่าวว่า ไฟฟ้าถือเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจห้องเย็นประมาณ 60% ตลอดปีที่ผ่านมาแม้อัตราค่าไฟจะปรับขึ้นประมาณ 20-21% ทำให้ทางบริษัทมีต้นทุนเพิ่ม 5 สตางค์/กก.

แต่ทางบริษัทยอมแบกภาระพยายามตรึงราคาค่าฝากให้ผู้ใช้บริการเพื่อรักษาลูกค้าไว้ โดยยืนราคาค่าฝากที่ 70 สตางค์/กิโลกรัม ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยหาทางลดต้นทุนด้วยวิธีอื่น แต่หากมีการปรับอัตราค่าไฟฟ้าขึ้นไปที่ 5.69 บาท/หน่วย จะส่งผลให้ค่าไฟปรับขึ้นอีก 9-10% “ถือว่าสูงมาก” กระทบต้นทุนห้องเย็นขึ้นไปอีก 6 สต./กก. ดังนั้นทางบริษัทจำเป็นต้องปรับราคาค่าฝากขึ้น 5 สตางค์/กก. รวมเป็น 75 สต./กก.

ต่างกับต้นทุนของโรงงานผลิตน้ำแข็ง ซึ่งมีการแข่งขันสูง ช่วงปี 2564-2565 ต้นทุนอัตราค่าไฟปรับขึ้นมา 25% ทางบริษัทจำเป็นต้องปรับค่าน้ำแข็งขึ้นมาทันที หากปีหน้าจากฐานที่ปรับขึ้นจะทำให้ต้นทุนค่าไฟพุ่งไป 21% ซึ่งหากพิจารณาตัวเลขน้อยกว่าต้นทุนในปีที่ผ่านมา แต่การปรับครั้งแรก 25% มาจากฐานที่ต่ำกว่า ดังนั้นทางบริษัทคงต้องปรับราคาน้ำแข็งจาก 120 บาทต่อถัง (ขนาด 150 กก.) ขึ้นไปอีก 5 บาท เป็นราคา 125 บาท/ถัง

สำหรับธุรกิจแปรรูปอาหารทะเล การปรับราคาสินค้าส่งออกทำได้ยาก ในช่วงปีที่ผ่านมาบริษัทพยายามหาทางเพิ่มยอดขายจะทำให้ลดต้นทุนลงไปได้ แต่ถ้าบริษัทที่ยอดขายตกคงลำบากเพราะอัตราค่าแรงงานเพิ่งปรับขึ้นไปเมื่อเดือนตุลาคม 2565 ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมาเครือ “อนุสรณ์กรุ๊ป” มียอดรายได้ประมาณ 900 ล้านบาท สิ้นปี 2565 คงต้องรอดูภาพรวมผลประกอบการจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่

“เราได้เสนอผ่านไปยังสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร ผ่านไปยัง ส.อ.ท.ให้นำเสนอภาครัฐว่า ถ้าต้องปรับค่าไฟขึ้นตอนนี้ โครงสร้างไม่เวิร์ก หากเปรียบเทียบกับค่าไฟของภาคอุตสาหกรรมของประเทศเวียดนามถูกกว่าประเทศไทย 50% จะทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถแข่งขันได้ ดังนั้นการปรับขึ้นค่าไฟควรจะค่อย ๆ ทยอยปรับขึ้นตามสถานการณ์คล้ายกองทุนน้ำมันฯ แต่หากไม่ทยอยปรับขึ้นและปรับครั้งเดียว จะส่งผลกระทบกับภาคอุตสาหกรรมและราคาสินค้าปรับขึ้นทันที แต่หากปรับขึ้นแบ่งเป็น 3-4 ครั้งต่อปี ผลกระทบจะเบาลง หรือระหว่างนั้นสงครามรัสเซีย-ยูเครนหยุด สถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้น” นายอภิชัยกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ค่าไฟแพง ปตท. อุตสาหกรรม