ไตรมาสสุดท้ายปี 2565 มูลค่าส่งออกเครื่องจักร-อุปกรณ์ผลิตชิปจากสหรัฐ ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์ไปจีนลดฮวบ หลังจากสหรัฐห้ามส่งออก และเรียกร้องให้ญี่ปุ่นกับเนเธอร์แลนด์ร่วมกีดกันจีนด้วย
หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐห้ามส่งออกชิปและเครื่องไม้เครื่องมือล้ำสมัยในการผลิตชิปไปจีน และเรียกร้องให้ญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศผู้นำในด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิตชิปร่วมกีดกันจีนจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ด้วย ตอนนี้ก็มีตัวเลขผลงานจากมาตรการนี้ของสหรัฐและพันธมิตรออกมาแล้ว
สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานในวันที่ 29 มีนาคม 2566 ว่า การส่งออกอุปกรณ์การผลิตเซมิคอนดักเตอร์หรือชิป (chip equipment) จากสหรัฐและญี่ปุ่นไปยังจีนในปี 2565 ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐเพิ่มข้อจำกัดทางการค้าเกี่ยวกับการส่งออกเทคโนโลยีชิปขั้นสูงไปยังจีน
ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2565 มูลค่าการส่งออกอุปกรณ์การผลิตเซมิคอนดักเตอร์จากญี่ปุ่นไปยังจีนลดลง 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) การส่งออกของสหรัฐไปจีนลดลง 50% และการส่งออกของเนเธอร์แลนด์ไปจีนลดลง 44% ขณะที่การส่งออกของญี่ปุ่นและสหรัฐไปยังประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก (ไม่นับจีน) เพิ่มขึ้น 26% และ 10% ตามลำดับ
ทั้งสามประเทศเป็นแหล่งซัพพลายเออร์ชั้นนำด้านเครื่องผลิตและอุปกรณ์การผลิตชิป โดยมี Applied Materials, ASML ของเนเธอร์แลนด์ และ Tokyo Electron ของญี่ปุ่นเป็นผู้นำในตลาด เมื่อญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์พิจารณาข้อจำกัดการส่งออก ความเสี่ยงที่จะเกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ก็มากขึ้น
ตลอดปี 2565 มูลค่าการนำเข้าอุปกรณ์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของจีนลดลง 15% เหลือ 34,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 3 ปี แนวโน้มขาลงยังคงดำเนินต่อไปในปี 2566 โดยการนำเข้าทั้งหมดในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ปีนี้ลดลง 21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่การนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์ลดลงประมาณ 25%
ปัจจัยที่ทำให้จีนนำเข้าน้อยลงมาจากการผลิตและการลงทุนที่ตกต่ำลงในช่วงโควิด-19 ระบาดในจีน บวกกับการชะลอตัวของตลาดเซมิคอนดักเตอร์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 และข้อจำกัดการส่งออกอุปกรณ์และซอฟต์แวร์สำหรับการผลิตชิปขั้นสูงที่รัฐบาลสหรัฐประกาศในเดือนตุลาคม 2565 ก็มีส่วนไม่น้อยไปกว่ากัน
Lam Research ผู้จำหน่ายอุปกรณ์ผลิตแผ่นเวฟเฟอร์ (แผงวงจร) จากสหรัฐอเมริกาคาดการณ์ว่า การห้ามส่งออกไปจีนจะทำให้รายได้ของบริษัทในปี 2566 ลดลงราว 2,000-2,500 ล้านดอลลาร์ หรือลดลงราว 10% ของรายได้รวมในปี 2565
ขณะที่บริษัท Tokyo Electron ที่ครองส่วนแบ่งเกือบ 90% ของตลาดวัสดุอุปกรณ์การเคลือบผิวและการพัฒนาชิป ซึ่งทำรายได้ 26% ของยอดขายอุปกรณ์การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในจีนในปีงบประมาณ 2565 เป็นอีกบริษัทที่จะได้รับผลกระทบ ซึ่งผู้บริหารบริษัทกล่าวว่า “หากอุปกรณ์ของสหรัฐไม่ส่งไปถึงลูกค้าชาวจีนของเรา พวกเขาก็จะไม่สามารถผลิตได้ ดังนั้น อุปกรณ์ของเราก็จะไปไม่ถึงเช่นกัน”
ทั้งนี้ มาตรการกีดกันจีนที่สหรัฐเรียกร้องจากพันธมิตรนั้น ญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์กำลังดำเนินการตามแนวทางของตนเอง ลีเซ ไครเนอร์มาเคอร์ (Liesje Schreinemacher) รัฐมนตรีกระทรวงการค้าระหว่างประเทศของเนเธอร์แลนด์กล่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า เนเธอร์แลนด์วางแผนที่จะเพิ่ม “อุปกรณ์-เครื่องมือ” อื่น ๆ เข้าไปในรายการควบคุมการส่งออกให้เร็วที่สุดในช่วงฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม) ที่จะถึงนี้
ด้านยาสุโตชิ นิชิมูระ (Yasutoshi Nishimura) รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม ของญี่ปุ่น กล่าวว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะใช้มารตรการที่เหมาะสมโดยอิงตามข้อจำกัดที่ประเทศอื่น ๆ บังคับใช้
Intel บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากสหรัฐเรียกข้อจำกัดของรัฐบาลสหรัฐที่ออกเมื่อเดือนตุลาคมว่า “ดูเหมือนจะเป็นกฎควบคุมการส่งออกที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่เคยประกาศมา”
บริษัทต่าง ๆ ประสบปัญหาการประเมินผลกระทบจากข้อจำกัดนี้ เนื่องจากไม่ทราบรายละเอียดข้อจำกัดทั้งหมด จึงประเมินผลกระทบได้ยาก
“เรากำลังโฟกัสไปที่ความเสี่ยง เพื่อดูว่าจะมีผลกระทบต่อรายได้มากน้อยแค่ไหน” ผู้บริหารบริษัทอุปกรณ์การผลิตชิปในญี่ปุ่นกล่าว
สำหรับเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เทคโนโลยีล้ำสมัยหรือเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ได้อยู่ในรายชื่อห้ามการส่งออกไปยังจีน ยังสามารถซื้อ-ขายกับจีนได้ง่าย ตอนนี้บางบริษัท อย่าง Nvidia ส่งออกสินค้าโมเดลที่ประสิทธิภาพต่ำไปยังจีน เพื่อให้บริษัทยังคงมีรายได้จากจีน โดยไม่ต้องฝ่าฝืนคำสั่งของรัฐบาล
ซัพพลายเออร์แผ่นซิลิกอนเวเฟอร์ หรือแผงวงจรเป็นกลุ่มที่ยังไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งผู้บริหารบริษัท Sumco ในญี่ปุ่นแสดงความเห็นว่า หากจีนผลิตชิปในประเทศมากขึ้นจีนอาจซื้อเวเฟอร์มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม บริษัทส่วนหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กังวลว่าการควบคุมของสหรัฐอาจจะกีดกันการขายผลิตภัณฑ์ที่อยู่นอกขอบเขตการควบคุมด้วย
อีกทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โดยรวม ประเทศต่าง ๆ กำลังพยายามจะอุดหนุนเพื่อดึงการผลิตเซมิคอนดักเตอร์กลับประเทศตัวเอง ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่จะเพิ่มการกีดกันการส่งออกไปยังจีน
ผู้เฝ้าสังเกตการณ์อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กล่าวว่า จีนไม่ได้เจอผลกระทบแค่ด้านเครื่องมือ-อุปกรณ์และส่วนประกอบในการผลิตเท่านั้น แต่ยังอยู่ภายใต้แรงกดดันด้านอื่น ๆ ในการออกแบบและการพัฒนา เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐปิดกั้นการส่งออกซอฟต์แวร์สำหรับการออกแบบด้วย
และยังมีข้อมูลจากคนวงในกล่าวว่า สำหรับการพัฒนาชิปขั้นสูงนั้น จีนยังล้าหลังอยู่กว่าทศวรรษ
มิโนรุ โนกิโมริ (Minoru Nogimori) จากสถาบันวิจัยแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Research Institute) มองว่า ข้อจำกัดเกี่ยวกับวิศวกรชาวอเมริกันที่ทำงานในโรงงานของจีนเป็นผลกระทบที่หนักสำหรับจีน และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จีนจะตามทันเทคโนโลยีของสหรัฐ