Skip to content

สงกรานต์ 2566 ฮีทสโตรก โรคหน้าร้อน รับมือโควิดคัมแบ็ค-โรคประจำฤดู

13 เม.ย. 2566 | 15:32น.
สงกรานต์ 2566 ฮีทสโตรก โรคหน้าร้อน รับมือโควิดคัมแบ็ค-โรคประจำฤดู
รายงาน
ผู้เขียน : เกษตร น้อยทิพย์

สงกรานต์ 2566 สธ.ชี้ สภาพอากาศร้อนจัด แนะระวังฮีทสโตรก-โรคภัยหน้าร้อน ท้องร่วง อาหารเป็นพิษ ด้านหมอยงเตือนโควิด-19 คัมแบ็ค จับตาช่วงเด็กเปิดเทอมใหญ่-เข้าหน้าฝน จะกลับระบาดอีกครั้ง แม้เป็นโรคประจำฤดูกาลไปแล้ว แนะต้องฉีดวัคซีนโควิดเป็นประจำทุกปีเหมือนไข้หวัดใหญ่ ขณะที่ยอดป่วยใหม่รักษาตัวใน รพ.และเสียชีวิตสะสม ตัวเลขยังคงเพิ่มขึ้น

เข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์แล้ว เดือนที่ร้อนที่สุดของปี หลายพื้นที่ร้อนระอุทะลุเกินกว่า 40 องศาเซลเซียสไปแล้ว

นอกจากวันหยุดยาว เดินทางท่องเที่ยว ร่วมงานประเพณี ทำบุญ ตักบาตร ไหว้พระ รดน้ำขอพรผู้ใหญ่ และมีการจัดงานสังสรรค์รื่นเริงแล้ว

สิ่งที่มาควบคู่กันกับหน้าร้อนก็คือโรคภัยต่าง ๆ รวมถึงอุบัติเหตุในช่วงสงกรานต์ที่ประชาชนมีการเดินทางท่องเที่ยว หรือเดินทางกลับภูมิลำเนาในต่างจังหวัดกันจำนวนมาก

อากาศร้อน
( Photo by Sajjad HUSSAIN / AFP/ File Photo)

สธ.เตือน ฮีทสโตรก-โรคภัยหน้าร้อน

ล่าสุดที่เป็นข่าวใหญ่โตคือเรื่องของ โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือโรคลมแดด ที่เพิ่งคร่าชีวิตนักการเมืองใหญ่ “ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม” ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ จากการซ้อมแข่งรถท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัด

อีกกรณีหนึ่งเกิดกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 2 ราย ที่ไปปั่นจักรยานที่จังหวัดอยุธยา เพื่อชมโบราณสถาน ท่ามกลางอากาศร้อนจัดเช่นกัน แล้วมีอาการฮีทสโตรก โชคดีที่แพทย์-พยาบาล ช่วยชีวิตไว้ได้ทัน ไม่มีข่าวเศร้าสลดตามมา

พร้อมร้องขอว่า ช่วงนี้เรื่องการปั่นจักรยาน การวิ่ง หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัด ขอให้หยุดไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัย

และพอเข้าหน้าร้อน หน่วยงานโดยตรงอย่างกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ก็พยายามออกมาเตือนประชาชนตลอดเพื่อป้องกัน แต่ก็ยังมีผู้ที่ต้องประสบเหตุและสังเวยชีวิตอยู่เป็นประจำทุกปี

ล่าสุดเมื่อเร็ว ๆ นี้ นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย ได้ออกมาเตือนโรคภัยที่มักเกิดขึ้นในหน้าร้อนว่า ในช่วงหน้าร้อน ประเทศไทยจะมีอุณหภูมิสูงประมาณ 35-40 องศาเซลเซียส บางพื้นที่อาจสูงถึง 43 องศาเซลเซียล

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย
นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย

นั่นก็เพราะหน้าร้อนจะเหมาะกับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส และขยายตัวเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็ว หากปนเปื้อนอยู่ในอาหารก็จะทำให้อาหารบูดเสียง่าย

สำหรับโรคที่ต้องเฝ้าระวัง คือ โรคติดต่อจากอาหารและน้ำ ได้แก่ โรคท้องร่วง โรคอาหารเป็นพิษ โรคบิด โรคไทฟอยด์และอหิวาตกโรค

นายแพทย์สุวรรณชัยระบุว่า จากการเฝ้าระวังสถานการณ์โรคอุจจาระร่วง ตั้งแต่เดือนมกราคม – กันยายน 2565 พบว่า มีผู้ป่วย จำนวน 410,699 รายและเสียชีวิต จำนวน 2 ราย พบจำนวนผู้ป่วยในกลุ่มอายุ 0-4 ปี มากที่สุดร้อยละ 16.42 รองลงมาคือ มากกว่า 65 ปี ร้อยละ 15.25 และ 25-34 ปี ร้อยละ 13.56 ภาคกลาง คือ ภาคที่มีอัตราป่วยสูงสุด

ส่วนคำแนะนำ ประชาชนควรเลือกซื้ออาหารจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือได้รับการรับรองจากหน่วยงานราชการ เช่น ตลาดสดน่าซื้อ ตลาดนัดน่าซื้อ หรือร้านอาหาร แผงลอย ที่ได้มาตรฐานอาหารสะอาด รสชาติอร่อย (Clean Food Good Taste) โดยเลือกเนื้อสัตว์ อาหารทะเลที่สด ไม่มีสีและกลิ่นผิดปกติ เก็บในอุณหภูมิไม่เกิน 5 องศาเซลเซียส

สำหรับผู้ที่ซื้อจาก “รถเร่” จำหน่ายอาหาร หรือ “รถพุ่มพวง” ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เนื่องจากอาหารที่จำหน่ายในรถเร่นั้นมีการจัดเก็บที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ และอาหารทะเล เพราะส่วนมากจะแช่น้ำแข็งในตู้แช่พลาสติก ซึ่งอุณหภูมิไม่เพียงพอ ทำให้เน่าเสียง่าย

ส่วนอาหารปรุงสำเร็จที่เรามักซื้อตามตลาดที่บรรจุใส่ถุงพลาสติกไว้ หากอาหารวางขายตั้งแต่เช้าแล้วไปซื้อตอนเย็นหลังเลิกงาน ให้สังเกตว่ามี “ฟองก๊าซ” เกิดขึ้นในถุงไม่ควรซื้อ หรือถ้าไม่แน่ใจก็ไม่ควรซื้อ และควรหลีกเลี่ยงอาหาร หรือขนมที่มีส่วนผสมของกะทิ มะพร้าว หรือนม เนื่องจากจะบูดเสียได้ง่ายเช่นกัน

“แนะนำให้เลือกกินอาหารปรุงสดใหม่ ยึดหลักกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ หลีกเลี่ยงการกินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ” อธิบดีกรมอนามัย กล่าวแนะนำ พร้อมบอกว่า สูตรสำเร็จนี้สามารถนำมาใช้ได้เสมอ

รัฐบาลเล็งลดอุบัติเหตุทางถนนปีใหม่-สงกรานต์ 2566
แฟ้มภาพ

จับตาอุบัติเหตุสงกรานต์ 7 วันอันตราย

นอกเหนือจากโรคภัยในหน้าร้อนแล้ว สิ่งที่ต้องระวัง แต่ก็เกิดขึ้นทุกปี คืออุบัติเหตุในช่วงสงกรานต์ที่มีวันหยุดยาว ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาในต่างจังหวัดกันหลายแสนคน ขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็มีการเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดใหญ่ ๆ

สิ่งที่ตามมาก็คืออุบัติเหตุ ที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในแต่ละปีจำนวนมาก ทั้งการขับรถทางไกลที่เหนื่อยล้า และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระหว่างการขับขี่ยานพาหนะ โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ สถิติที่เกิดขึ้นในแต่ละปีสูงเป็นอันดับหนึ่ง ยังไม่นับรวมเรื่องความเสียหายของทรัพย์สิน

แม้จะยังไม่มีการคาดการณ์ความสูญเสียสำหรับสงกรานต์ปี 2566 เนื่องจากยังไม่ถึงช่วงการเดินทาง 7 วันสงกรานต์อันตรายปีนี้ จะเริ่มขึ้นระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน 2566

แต่หากดูสถิติ 7 วันสงกรานต์อันตราย วันสงกรานต์ 2565 ซึ่งมีการควบคุมเข้มข้นจากหน่วยงานรัฐ เพราะเป็นช่วงการควบคุมเรื่องโควิด-19 ด้วย แต่ 7 วันอันตรายปีที่ผ่านมา ก็เกิดเหตุการณ์ไม่ใช่น้อย สถิติมีดังนี้

  • เกิดอุบัติเหตุ 1,917 ครั้ง
  • ผู้บาดเจ็บ 1,869 คน
  • ผู้เสียชีวิต 278 ศพ

สำหรับพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร ล่าสุดนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ออกมาเปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 1/2566 มเื่อเร็วๆนี้ว่า ที่ประชุมได้หารือมาตรการความปลอดภัยของเทศกาลสงกรานต์เป็นหลัก เนื่องจากมีสถิติเกี่ยวกับการเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิต ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

“มาตรการในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ จะเน้นเรื่องการขับไม่ดื่ม ดื่มไม่ขับ ซึ่งเป็นมาตรการที่จะสามารถลดอันตรายจากการดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งการบาดเจ็บทางถนน หรือการทะเลาะวิวาทได้” นายชัชชาติกล่าว และว่า

อย่างไรก็ดี แม้ในปีที่ผ่านมา สถิติอาจจะยังไม่มาก แต่ปีนี้เป็นปีแรกที่สถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย คณะกรรมการฯ จึงได้พิจารณาเรื่องการดำเนินการมาตรการต่างๆ ช่วงสงกรานต์ ซึ่งจะแจ้งภาคีเครือข่ายร่วมปฏิบัติต่อไป

ขณะเดียวกัน กทม. ยังได้กำหนดพื้นที่ส่วนหนึ่งให้ประชาชนสามารถเล่นน้ำสงกรานต์แบบปลอดภัย ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรม และเป็นทางเลือกให้ประชาชน โดยกำหนดจัดในพื้นที่ 24 เขต 35 แห่ง ซึ่งจะประชาสัมพันธ์ให้ทราบต่อไป

นักท่องเที่ยวคว่ำถังน้ำ บนผู้เข้าร่วมงานเทศกาลสงกรานต์ ใบหน้าทั้งสองฝ่ายปรากฏรอยยิ้ม
Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ทางด้านนางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ศูนย์วิจัยปัญหาสุราได้วิเคราะห์ข้อมูลจากระบบบูรณาการข้อมูลการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน (ข้อมูล 3 ฐาน) พบว่า ในปี 2562 ก่อนโรคโควิด-19 ระบาด อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ช่วงสงกรานต์อยู่ที่ 25.2 รายต่อประชากรหนึ่งแสนคน

ส่วนปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่สถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาด อุบัติเหตุลดลงมาอยู่ที่ 10.9 รายต่อแสนประชากร เนื่องจากมีคำสั่งห้ามจัดกิจกรรมสงกรานต์ ห้ามเดินทางข้ามจังหวัด ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ส่วนปี 2565 หลังการระบาดเริ่มคลี่คลาย ก็พบว่าตัวเลขอุบัติเหตุกลับมาสูงขึ้น อยู่ที่ 27.2 รายต่อแสนประชากร

หรืออาจกล่าวได้ว่าอุบัติเหตุได้กลับมาสูงตามปกติแล้ว

และในปีนี้ หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงคาดการณ์ว่าอัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตบนท้องถนนจะเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเตรียมการอย่างเต็มที่

นั่นก็เพราะเป็นปีแรกที่กลับสู่ภาวะปกติหลังโควิด-19 ระบาด มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ซึ่งหากปล่อยปละละเลยอาจทำให้เกิดความเสี่ยงและสูญเสียเกิดขึ้นได้

“สสส.และภาคีมุ่งหวังให้เทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ ประชาชนจะมีความตระหนักในการเล่นสงกรานต์ที่ปลอดภัย โดยการดื่มไม่ขับ ไม่ดื่มสุราบนรถขณะอยู่ในทาง ไม่ทะเลาะวิวาท ใช้ความรุนแรง ไม่ลวนลาม ปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และร่วมสืบสานประเพณีที่ดีงาม” น.ส.รุ่งอรุณกล่าว

มาตรการสงกรานต์ของกทม. ปี 2566

หมอยงเตือน ระวังโควิด-19 คัมแบ็ค

นอกเหนือจากเรื่องงานเฉลิมฉลอง โรคภัยหน้าร้อน และอุบัติเหตุในช่วงสงกรานต์แล้ว สิ่งหนึ่งที่ประชาชนหลายคนอาจหลงลืมไป หรือให้ความสนใจน้อยลง คือเรื่องโรคโควิด-19

หมอยง สถานการณ์ โควิด-19

แม้ปัจจุบันสถานการณ์โควิดจะคลี่คลายลงแล้ว แต่ล่าสุดข้อมูลจาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) สัปดาห์ล่าสุดที่เพิ่งเปิดเผยออกมา คือสัปดาห์ที่ 14 หรือระหว่างวันที่ 2-8 เมษายน 2566 พบจำนวนผู้ป่วยรายใหม่รักษาตัวในโรงพยาบาลเพิ่มจำนวน 168 คน หรือเฉลี่ยวันละ 24 คน มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 2 ราย และมีผู้ป่วยปอดอักเสบจำนวน 19 คน และผู้ป่วยหนักที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจจำนวน 14 คน

แต่หากรวมยอดผู้ป่วยใหม่รักษาตัวในโรงพยาบาลสะสมตั้งแต่ต้นปี 2566 มีจำนวน 5,048 คน คือเกินกว่า  5 พันคนไปแล้ว และเสียชีวิตสะสมรวม 271 คน

นั่นเท่ากับว่ายังมีผู้ป่วยโควิดรายใหม่ที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นทุกวัน และทุกสัปดาห์ รวมถึงผู้เสียชีวิต

ยังไม่นับผู้ป่วยทั่วไปที่ป่วยรายวัน แต่อาการอาจไม่หนัก หรือบางคนไม่แสดงอาการ ซึ่งสธ.เลิกจัดเก็บข้อมูลในส่วนนี้ไปแล้ว คงเก็บข้อมูลเฉพาะสำหรับผู้ป่วยใหม่ที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเท่านั้น

ขณะที่จำนวนการได้รับวัคซีนโควิด-19 มีจำนวน 144,951,341 โดส ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า หากดูหรือเปรียบเทียบจากสัปดาห์ก่อนหน้า (สัปดาห์ที่ 13 ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม-1 เมษายน) เป็นตัวเลขเดียวกัน เท่ากับว่าไม่มีจำนวนผู้ฉีดวัคซีนโควิด-19 เพิ่มขึ้น หรืออาจไม่ได้มีการเก็บข้อมูลเพิ่ม หรืออาจยังไม่มีการรายงานเพิ่ม

โดยจำนวนการได้รับวัคซีนตัวเลขล่าสุดในสัปดาห์ที่ 14 (2-8 เมษายน 2566) ตัวเลขการฉีดวัคซีนยังอยู่ที่ 144,951,341 โดส เป็นการฉีดอย่างน้อย 1 เข็ม 57.23 ล้านโดส ครอบคลุมประชากร 82.28% ฉีดอย่างน้อย 2 เข็ม 53.73 ล้านโดส ครอบคลุมประชากร 77.25% และฉีดแล้วอย่างน้อย 3 เข็ม จำนวน 33.98 ล้านโดส (ดูตารางประกอบ)

โควิดรายสัปดาห์-สัปดาห์14 (2-8 เมษายน2566)
สถานการณ์โควิดรายสัปดาห์-สัปดาห์14 (วันที่ 2-8 เมษายน 2566)

หลายๆคนที่ทำงานในบริษัทฯ ที่มีระบบการแจ้งเตือนและป้องกันภายใน จะรู้ว่ามีข้อมูลภายในบริษัท ในองค์กรที่มักจะแจ้งว่า พบพนักงานในหน่วยงานนั้น หน่วยงานนี้ ป่วยโควิดกันประปราย ซึ่งก็จะแยกไม่ให้เข้ามาที่ทำงาน หรือให้ทำงานที่บ้าน(work from home)เพื่อป้องกันไม่ให้นำโรคมาติดเพื่อนร่วมงาน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเตือนเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ไว้อย่างน่าสนใจ หลังมีคนสอบถามกันมาจำนวนมากว่า

ขณะนี้ยังต้องฉีดวัคซีนโควิด-19 อีกหรือไม่? เพราะดูเหมือนว่าสถานการณ์โดยรวมสงบลงแล้ว

นพ.ยงกล่าวตอบว่า เรื่องนี้เป็นคำถามที่ถามบ่อยมาก วันนี้เราจะฉีดวัคซีนโควิด-19 อีกดีหรือไม่ บางคนเกิดความลังเลใจ?

แนะฉีด “วัคซีนโควิด” โรคประจำฤดู เหมือนไข้หวัดใหญ่

นพ.ยงกล่าวว่า ก่อนอื่นต้องยอมรับก่อนว่าโรคโควิด-19 อยู่กับเราไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่เปลี่ยนเป็น”โรคประจำฤดูกาล” เท่านั้น

ตามฤดูกาล ระยะนี้จะเป็นระยะสงบของโรค เช่นเดียวกับโรคทางเดินหายใจอื่น ๆ และตามฤดูกาลจะไปเพิ่มมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน

กล่าวคือเมื่อถึงช่วงที่โรงเรียนเปิดเทอมราวเดือนพฤษภาคมกลุ่มนักเรียนจะเป็นผู้ขยายโรคให้มีการระบาดเพิ่มขึ้น เห็นได้ชัดจากไข้หวัดใหญ่ ฤดูกาลของการฉีดไข้หวัดใหญ่จึงเป็นก่อนฤดูฝนหรือก่อนนักเรียนเปิดเทอมของทุกปี

ในทำนองเดียวกัน เมื่อโควิด-19 เข้าสู่โรคประจำฤดูกาล วัคซีนก็ควรจะได้รับก่อนที่จะมีการระบาดของโรคเพิ่มขึ้น ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม(ของแต่ละปี)

“ดังนั้นวัคซีนประจำปี ควรได้รับตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนไปจนถึงเดือนพฤษภาคม เพื่อไปรองรับในฤดูฝนหรือช่วงนักเรียนเปิดเทอม” นพ.ยงกล่าว

ฉีดวัคซีน
แฟ้มภาพ : CVC กลางบางซื่อ

ส่วนผู้ที่ควรได้รับวัคซีนอย่างยิ่งคือ “กลุ่มเสี่ยง” ที่เมื่อติดโรคแล้วจะรุนแรง ดังนั้น จากข้อมูลการศึกษาที่ผ่านมาของศูนย์พบว่า ผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วอย่างน้อย 3 เข็ม ร่วมกับการติดเชื้อมาแล้ว ภูมิต้านทานจะอยู่ในระดับที่สูงมาก และอยู่นานเกิน 6 เดือน ยังมีระดับที่ค่อนข้างสูง

ในกลุ่มเสี่ยงที่ยังไม่เคยติดเชื้อควรได้รับการกระตุ้นด้วยวัคซีน หลังจากเข็มสุดท้ายเกิน 6 เดือนแล้ว เพื่อยกระดับภูมิต้านทานให้สูงขึ้นและเตรียมรองรับโควิด-19 ประจำฤดูกาล

อย่างไรก็ตาม กลุ่มเสี่ยงที่เคยติดเชื้อมาแล้ว ถึงแม้ว่าภูมิจะอยู่ในระดับสูง เราก็คงจะปรับวิธีการให้วัคซีนเข้าสู่วัคซีนประจำฤดูกาล คือให้ทุกปีในปลายเดือนเมษายนต่อพฤษภาคมของทุกปี เพื่อป้องกันการระบาดในฤดูฝน

ส่วนในเด็กหรือวัยทำงานที่มีร่างกายแข็งแรงดีไม่มีโรคประจำตัว และได้รับวัคซีนมาแล้วอย่างน้อย 3 เข็ม และยังไม่เคยติดเชื้อมาก่อน หรือเคยติดเชื้อแต่ไม่เคยได้รับวัคซีน ก็สามารถปรับการให้วัคซีนเป็นแบบประจำปีไปได้เลย

ผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงดีได้รับวัคซีนมาแล้ว 3 เข็มเป็นอย่างน้อยร่วมกับการติดเชื้อ จะยังไม่รับวัคซีน รอไปฤดูกาลหน้าก็มีความเป็นไปได้ แต่เมื่อได้รับเชื้อก็อาจจะมีการติดเชื้อ แต่ส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรง

เพราะฉะนั้น แต่ละคนควรจะพิจารณาความเสี่ยงของตัวเองในการเกิดโรคแล้วจะรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่มีโรคประจำตัวหรือผู้สูงอายุ กับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศไทยเมื่อเข้าสู่โรคประจำฤดูกาล

ดังนั้นเฉพาะอีเวนต์ใหญ่เทศกาลสงกรานต์นี้ ก็น่าเชื่อว่าจำนวนผู้ป่วยโควิดจะเพิ่มขึ้น เพราะมีจำนวนคนเดินทาง-ท่องเที่ยว ทำกิจกรรมด้วยกันหลายแสน หลายล้านคน

และอีเว้นต์ใหญ่ต่อไปหลังสงกรานต์ก็คือ “การเลือกตั้ง 2566” นับจากนี้ไปจนถึงวันกาบัตรเลือกตั้ง วันที่  14 พฤษภาคม 2566

ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องมีคนมาร่วมกิจกรรมกันจำนวนมาก ทั้งการปราศรัย ฟังการหาเสียง การลงคะแนน รวมไปถึงการเฉลิมฉลองเมื่อมีผู้ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง

ถัดจากเลือกตั้งทั่วไปก็เข้าสู่ เปิดเทอมใหญ่ (ผู้ปกครอง)หัวใจว้าวุ่น คือการที่ต้องเฝ้าห่วงลูกหลานที่ไปโรงเรียน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็กที่ยังดูแลตัวเองไม่ได้

ต้องคอยติดตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะออกมาเปิดเผยตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้อง หลังผ่านอีเว้นต์ใหญ่ๆเหล่านี้กันต่อไป