บทบรรณาธิการ : ตั้งรัฐบาลช้ากระทบเชื่อมั่น-เศรษฐกิจเสียหาย
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
หลังปิดหีบเลือกตั้งลงคะแนนเสียงในเวลา 17.00 น. ของวันที่ 14 พ.ค. 2566 เป็นต้นไป แม้ว่าตามไทม์ไลน์ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาจจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 127 ระบุไว้ 60 วัน (นับจากวันเลือกตั้ง)
จึงเท่ากับว่า กกต. จะมีเวลารับรองผลเลือกตั้งไปจนถึงช่วงกลางเดือน ก.ค จากนั้น ภายใน 15 วันนับแต่ กกต.ประกาศรับรองผล รัฐธรรมนูญ มาตรา 121 กำหนดว่า ให้เรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก เพื่อประกอบรัฐพิธีเปิดประชุมสภา จากนั้นจะเป็นขั้นตอนการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และเข้าสู่กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรี และฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ส.ค.
แต่ในทางปฏิบัติในแง่ของผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ทั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ คาดว่าประมาณ 23.00-24.00 น. ก็น่าจะทราบผลกันแล้วเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น อย่างน้อยที่สุดผลคะแนนที่ออกมาก็จะทำให้พอรับทราบในเบื้องต้นว่า
พรรคไหนได้คะแนนมาก พรรคไหนได้คะแนนน้อย ใครจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนต่อไป พรรคไหนจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคไหนจะต้องเป็นฝ่ายค้านในสภา หรือท้ายที่สุดแล้วหากไม่มีพรรคไหนได้คะแนนเสียงข้างมาก โอกาสที่จะเป็นรัฐบาลผสมก็มีมากเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ สิ่งที่คนไทยทุกคน บรรดาผู้ประกอบการภาคธุรกิจ เอกชน ล้วนอยากเห็น คือ การมองเรื่องเศรษฐกิจของประเทศชาติส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และอยากเห็นการฟอร์มทีมจัดตั้งรัฐบาลที่ควรต้องเกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อจะได้เร่งทำงานและแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เวลานี้มีโจทย์ใหญ่ที่เร่งด่วนรอให้แก้ไขอยู่หลายเรื่อง
และไม่อยากเห็นพรรคการเมืองใช้จำนวน ส.ส. เป็นตัวต่อรองเรื่องเก้าอี้หรือตำแหน่งรัฐมนตรีมาเป็นตัวตั้งในการขับเคลื่อนประเทศ หากการฟอร์มทีมจัดตั้งรัฐบาลทำได้เร็วมากเท่าไหร่ก็จะเป็นประโยชน์และเป็นผลดีกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศมากขึ้นเท่านั้น ขณะเดียวกันก็จะเป็นผลในเชิงจิตวิทยาที่ช่วยให้นักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างประเทศมีความเชื่อมั่นมากขึ้น
และอีกด้านหนึ่งคนไทยทุกคนก็ยังมีความกังวลไม่น้อยว่า หากการฟอร์มทีมจัดตั้งรัฐบาลไม่ราบรื่น ยืดเยื้อ และทิ้งช่วงเวลาไปมากเท่าไหร่ก็จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้นเท่านั้น ตอนนี้แม้จะยังมีรัฐบาลรักษาการอยู่
แต่รัฐบาลรักษาการก็ไม่สามารถบริหารจัดการประเทศได้ ความเชื่อมั่นของประเทศในสายตาต่างประเทศจะยิ่งลดน้อยถอยลงทุกวัน โอกาสที่จะฟื้นความเชื่อมั่นและพลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศให้กลับคืนมาก็ยิ่งริบหรี่ลงไปเรื่อย ๆ