4 เดือน ปี 2566 เศรษฐกิจฟื้นดันยอดใช้พลังงาน ‘น้ำมันเครื่องบิน’ แชมป์โต 89%
สนพ. เผย เศรษฐกิจ ฟื้น 4 เดือนแรก ปี 2566 ยอดใช้พลังงานเพิ่มขึ้น 0.4% ‘น้ำมันเครื่องบิน’ โตแรง 89%
วันที่ 30 มิถุนายน 2566 นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานในช่วง 4 เดือนของปี 2566 พบว่า ยอดใช้พลังงานขั้นต้นเพิ่มร้อยละ 3.8 จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีแนวโน้มดีขึ้น รวมถึงมีการผ่อนคลายที่มากขึ้น ส่วนของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4

โดยเพิ่มขึ้นมาจากการใช้น้ำมันสำเร็จรูป ร้อยละ 3.8 ผลมาจากการเดินทางเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการใช้น้ำมันเครื่องบินที่เพิ่มถึง ร้อยละ 89.1 และน้ำมันเบนซิน ร้อยละ 6.2
ขณะที่พลังงานอื่น ๆ มีการใช้ลดลง โดยการใช้ลิกไนต์และถ่านหินในภาคอุตสาหกรรม ลดลงร้อยละ 8.9
จากรายงานสถานการณ์พลังงานรายเชื้อเพลิงในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2566 สรุปได้ ดังนี้
น้ำมันสำเร็จรูปยอดพุ่ง
การใช้น้ำมันสำเร็จรูป เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.7 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของการใช้น้ำมันเครื่องบิน ร้อยละ 89.1 น้ำมันเบนซิน LPG ร้อยละ 2.8 (ไม่รวมที่ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี) และน้ำมันเตาร้อยละ 2.4 ตามลำดับ
ส่วนการใช้น้ำมันก๊าด ลดลงร้อยละ 34.2 ส่วนการใช้น้ำมันดีเซลลดลงร้อยละ 3.4 อยู่ที่ระดับ 75 ล้านลิตรต่อวัน ในส่วนการใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 อยู่ที่ระดับ 31 ล้านลิตรต่อวัน และสำหรับการใช้น้ำมันเครื่องบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 88.8 อยู่ที่ระดับ 14 ล้านลิตรต่อวัน ด้านน้ำมันเตา เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 อยู่ที่ระดับ 6 ล้านลิตรต่อวัน
ยอด LPG โพรเพน และบิวเทน ภาคอุตฯสวนทางภาคขนส่ง
การใช้ LPG โพรเพน และบิวเทน ลดลง ร้อยละ 3.0 อยู่ที่ระดับ 17.4 พันตันต่อวัน โดยการใช้ LPG เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีสัดส่วนการใช้สูงสุดคิดเป็น ร้อยละ 41 มีการใช้ลดลง ร้อยละ 12.7 รองลงมาคือการใช้ในภาคครัวเรือนมีสัดส่วนการใช้คิดเป็น ร้อยละ 33 ก็มีการใช้ลดลง ร้อยละ 1.1
ส่วนในภาคขนส่งที่มีสัดส่วนร้อยละ 14 มีการใช้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.6 และภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วน ร้อยละ 11 มีการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 ในขณะที่การใช้เอง ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 1 มีการใช้ เพิ่มขึ้น/ลดลง ร้อยละ 43.2
ก๊าซธรรมชาติ และก๊าซโซลีนธรรมชาติ (NGL) ลดลง
ก๊าซธรรมชาติ และก๊าซโซลีนธรรมชาติ (NGL) ลดลงร้อยละ 3.8 อยู่ที่ระดับ 4,208 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยลดลงจากการใช้เป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ร้อยละ 13.1 ส่วนการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้าในโรงงานลดลงที่ร้อยละ 2.0 และการใช้ในภาคอุตสาหกรรมลดลงที่ร้อยละ 1.3 ในขณะที่การใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ (NGV) เพิ่มขึ้น
ถ่านหินและลิกไนต์ภาคอุตฯลด ผลิตไฟฟ้าเพิ่ม
ส่วนการใช้ ถ่านหินและลิกไนต์ ลดลงร้อยละ 2.9 อยู่ที่ระดับ 5,265 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (KTOE) จากการใช้ในภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงร้อยละ 8.9 และการใช้เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3
โดยสัดส่วนการใช้ถ่านหินและลิกไนต์ในประเทศไทยอยู่ที่ 80/20 ซึ่งร้อยละ 51 ของการใช้ถ่านหินอยู่ในภาคอุตสาหกรรม ในขณะที่ร้อยละ 96 ของการใช้ลิกไนต์เป็นการผลิตไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
ท่องเที่ยวขึ้นพายอดใช้ไฟฟ้าเพิ่ม
ด้านการใช้ไฟฟ้า เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 มีการใช้รวมทั้งสิ้น 64,285 กิกะวัตต์ชั่วโมง โดยเป็นการเพิ่มขึ้นในภาคธุรกิจ และอื่น ๆ สอดคล้องกับเศรษฐกิจของประเทศที่ดีขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจการท่องเที่ยว
ในขณะที่ภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมใช้ไฟฟ้าลดลง ปัจจัยจากการผลิตเพื่อการส่งออกลดลง โดยการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม ลดลงร้อยละ 3.7 และการใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือน ลดลงร้อยละ 0.4
ทั้งนี้ ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของระบบจาก 3 การไฟฟ้าในรอบ 4 เดือนแรกของปี 2566 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2566 เวลา 14.28 น. อยู่ที่ระดับ 33,623 เมกะวัตต์ ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของปีก่อน
นายวัฒนพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค. 64-มิ.ย. 66) พบว่า ราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบ อยู่ในระดับ 77.45 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันเบนซิน อยู่ในระดับ 93.64 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดีเซล อยู่ในระดับ 94.17 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
อีกทั้งคาดการณ์แนวโน้มราคาน้ำมันช่วงครึ่งปีหลัง 2566 ว่า ราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบ จะอยู่ระหว่าง 81-87 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันเบนซิน จะอยู่ระหว่าง 96-105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดีเซล จะอยู่ระหว่าง 91-98 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ทั้งนี้ สนพ.อยู่ระหว่างศึกษาโครงการทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อรองรับน้ำมันที่มีคุณภาพตามมาตรฐานยูโร 5 ซึ่ง สนพ.คาดว่า โครงการทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงฯ จะทำให้เกิด “โครงสร้างราคา” ที่เหมาะสมตามต้นทุนและสถานการณ์ที่เป็นจริงของตลาด เกิดราคาที่เป็นธรรมแก่ผู้ใช้น้ำมัน เกิดการขับเคลื่อนภาคธุรกิจและเศรฐกิจไทย และภาครัฐสามารถกำกับดูแลระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ สนพ.ยังคงติดตามและบริหารนโยบายพลังงานในช่วงวิกฤตราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด เพื่อหาแนวทางและมาตรการในการช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤตพลังงานในอนาคตต่อไป
