เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
อนุทิน ฝ่าวงล้อม 2 ม็อบ กู้ วิกฤตขาลง รัฐบาล 5 เดือน
Politics อนุทิน ฝ่าวงล้อม 2 ม็อบ กู้ วิกฤตขาลง รัฐบาล 5 เดือน
วิจัยกสิกรไทย ฟันธงเฟดขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ 1 ครั้ง รอบ ก.ย.ยังไม่ปรับ
Finance วิจัยกสิกรไทย ฟันธงเฟดขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ 1 ครั้ง รอบ ก.ย.ยังไม่ปรับ
Apple เดบิวต์ ‘iPhone Duo’ เขย่าบัลลังก์ Samsung ผู้นำตลาด ‘จอพับ’
Tech Apple เดบิวต์ ‘iPhone Duo’ เขย่าบัลลังก์ Samsung ผู้นำตลาด ‘จอพับ’
ธปท. หนุนเก็บภาษีทองปิดช่องเงินเทา
Finance ธปท. หนุนเก็บภาษีทองปิดช่องเงินเทา
อุตฯ ยานยนต์ ‘รักษาฐานเดิม ต่อยอดฐานใหม่’
Automotive อุตฯ ยานยนต์ ‘รักษาฐานเดิม ต่อยอดฐานใหม่’
แบงก์ชาติ หัวหอกสกัดทุนเทา จับมือ 11 องค์กรปิดทาง “ฟอกเงิน”  
Finance แบงก์ชาติ หัวหอกสกัดทุนเทา จับมือ 11 องค์กรปิดทาง “ฟอกเงิน”  
วิกฤตกำลังซื้อ-ธุรกิจดิ้นสู้ รายได้ 3 หมื่น ‘เปราะบางยุคใหม่’
Economic วิกฤตกำลังซื้อ-ธุรกิจดิ้นสู้ รายได้ 3 หมื่น ‘เปราะบางยุคใหม่’
นายกชี้ขาดแอร์พอร์ตลิงก์-EEC CP เดินรถต่อ-ลงนาม MOU ใหม่ 
Economic นายกชี้ขาดแอร์พอร์ตลิงก์-EEC CP เดินรถต่อ-ลงนาม MOU ใหม่ 
โต้ง-บรรจง แท็กทีม 4 หนุ่ม BUS–9214KIDS แชร์มุมมอง ชวนดูภาพยนตร์ “HOPE”
Biz Movement โต้ง-บรรจง แท็กทีม 4 หนุ่ม BUS–9214KIDS แชร์มุมมอง ชวนดูภาพยนตร์ “HOPE”
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (12 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 0.65% อยู่ที่ 77,140 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (12 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 0.65% อยู่ที่ 77,140 เหรียญสหรัฐ
ดูทั้งหมด

กสิกรไทย เผยหนี้ครัวเรือนปี’66 อยู่ที่ 88.5-91.0% ต่อจีดีพี กลุ่มรายได้ต่ำ 3 หมื่นบาทหนี้ขยับสูง 

04 ก.ค. 2566 | 18:21น.
หนี้ครัวเรือน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินหนี้ครัวเรือนปี’66 ชะลออยู่ในกรอบ 88.5-91.0% ต่อจีดีพี ยันเป็นระดับไม่ยั่งยืนและต้องเฝ้าระวัง หลัง ธปท.ปรับปรุงข้อมูลดันหนี้ครัวเรือนมาอยู่ที่ 90.6% เผยผลสำรวจกลุ่มรายได้ต่ำ 3 หมื่นบาท มีภาระหนี้ต่อรายได้ หรือ DSR ขยับสูงขึ้นต่อเนื่อง 34.4% จับตามาตรการแก้หนี้ คาดแรงกดดันหนี้ทยอยลดลง

วันที่ 4 กรกฎาคม 2566 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นตามความครอบคลุมของข้อมูล แต่ยังไม่เปลี่ยนภาพใหญ่ที่หนี้เติบโตช้าลงสวนทางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นจากช่วงโควิด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับปรุงความครอบคลุมของข้อมูลเงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือน หรือหนี้ครัวเรือน โดยตามข้อมูลชุดใหม่จะรวมข้อมูลหนี้สินของภาคครัวเรือนเพิ่มเติมจาก

1) กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ.

2) การเคหะแห่งชาติ

3) พิโกไฟแนนซ์

4) สหกรณ์อื่น ๆ ที่นอกเหนือจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งจะทำให้เห็นภาระหนี้ของครัวเรือนได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการกู้ยืมเพื่อการศึกษา และหนี้เพื่อการประกอบอาชีพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ของสหกรณ์ที่น่าจะมีรายได้ไม่สูง และ/หรือมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ

โดยยอดคงค้างหนี้ครัวเรือน ณ ไตรมาส 1/2566 ขยับขึ้นประมาณ 7.66 แสนล้านบาท จากยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนตามข้อมูลชุดเดิมที่ 15.19 ล้านล้านบาท มาอยู่ที่ 15.96 ล้านล้านบาทตามข้อมูลชุดใหม่ คิดเป็นสัดส่วน 90.6% ต่อจีดีพี ชะลอลงจากไตรมาส 4/2565 ซึ่งอยู่ที่ 91.4% ต่อจีดีพี และยังคงเป็นภาพการทยอยปรับลดลงต่อเนื่องหลังจากที่แตะจุดสูงสุดที่ 95.5% ต่อจีดีพีในไตรมาส 1/2564 ที่ผ่านมา

การก่อหนี้ก้อนใหม่ของครัวเรือนมีสัญญาณชะลอลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเป็นช่วงการทยอยชำระคืนสินเชื่อ และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเติบโตช้าลงของหนี้บางประเภท โดยเฉพาะหนี้ก้อนใหญ่ที่มีวงเงินต่อสัญญาค่อนข้างสูง อาทิ หนี้เพื่อที่อยู่อาศัย

โดยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ทั้งระบบขยายตัวเพียง 6.4% YOY ในไตรมาส 1/2566 ชะลอลลงจากที่ขยายตัว 19.4% YOY ในไตรมาส 4/2565 ซึ่งน่าจะมีสาเหตุมาจากความเปราะบางของฐานะทางการเงินของภาคครัวเรือน การขยับสูงขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ รวมถึงปัจจัยเฉพาะจากการที่มีการเร่งตัวของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยไปมากแล้วในช่วงปลายปี 2565 ก่อนการผ่อนคลายมาตรการ LTV จะสิ้นสุดลง

ขณะที่สถาบันการเงินอาจเพิ่มความระมัดระวังความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้บางกลุ่มและในสินเชื่อบางประเภท อาทิ สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ (ตามรายงานสำรวจภาวะและแนวโน้มสินเชื่อของ ธปท.)

ภาพดังกล่าว สอดคล้องกับ “ผลสำรวจภาวะหนี้สินภาคครัวเรือนทั่วประเทศ” ของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่พบว่า สถานะทางการเงินของภาคครัวเรือนบางกลุ่มยังคงมีความเปราะบางต่อเนื่อง โดยเฉพาะครัวเรือนรายย่อยในกลุ่มรายได้ค่อนข้างต่ำ ซึ่งต้องรับมือกับปัญหา ภาระหนี้สินที่ขยับสูงขึ้น ซึ่งในด้านหนึ่งหนี้สินที่มีอยู่เดิมในระดับสูงก็จะกลายมาเป็นอุปสรรคและข้อจำกัดในการขอสินเชื่อหรือก่อหนี้ก้อนใหม่กับสถาบันการเงิน

ทั้งนี้จากการเปรียบเทียบผลสำรวจภาวะหนี้สินภาคครัวเรือนทั่วประเทศ ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้จัดทำขึ้นในช่วงไตรมาส 1/2565 และไตรมาส 1/2566 ที่ผ่านมา พบว่า แม้ในภาพรวม สัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ของครัวเรือนในผลสำรวจฯ (Debt Service Ratio : % DSR) จะลดลงมาเล็กน้อยมาอยู่ที่ 32.9% ในผลสำรวจไตรมาส 1/2566 จากระดับ 33.9% ในผลสำรวจไตรมาส 1/2565

แต่คงต้องยอมรับว่า สัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ของครัวเรือนรายย่อยในกลุ่มรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน ยังขยับสูงขึ้นต่อเนื่องมาที่ 34.4% ในผลสำรวจไตรมาส 1/2566 จาก 33.9% ในผลสำรวจไตรมาส 1/2565 ซึ่งสะท้อนว่า ครัวเรือนกลุ่มนี้ยังเผชิญกับปัญหารายได้ไม่สัมพันธ์กับภาระหนี้สิน ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาทางการเงินในด้านอื่น ๆ เช่น การออมต่ำ ไม่มีสภาพคล่องเพียงพอรองรับหากเกิดกรณีฉุกเฉิน แม้ว่าเศรษฐกิจในภาพรวมจะทยอยฟื้นตัวกลับมาแล้วก็ตาม

คาดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนปี 66 อยู่ที่ 88.5-91.0% จับตามาตรการแก้หนี้

สำหรับแนวโน้มหนี้ครัวเรือนในปี 2566 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี (ตามฐานข้อมูลชุดใหม่) จะชะลอลงมาที่กรอบ 88.5-91.0% ต่อจีดีพี จากระดับ 91.4% ต่อจีดีพีในปี 2565 ท่ามกลางความเปราะบางของภาคครัวเรือนซึ่งอาจทำให้หนี้ยังโตช้ากว่าเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนดังกล่าว ยังคงสูงกว่าระดับ 80% ต่อจีดีพี ซึ่งเป็นระดับที่ไม่ยั่งยืนต้องเฝ้าระวัง และทำให้คงเห็นทางการในหลายภาคส่วนเร่งผลักดันมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินของภาคครัวเรือนออกมาอย่างต่อเนื่องในระยะข้างหน้า

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนนั้น จะเห็นว่า ธปท. ได้ดำเนินการผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยไล่เรียงตั้งแต่ 1) การปรับปรุงฐานข้อมูลตัวเลขหนี้ครัวเรือนของประเทศให้มีความครอบคลุมมากขึ้น 2) การเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายเพื่อขยายขอบเขตการกำกับดูแลไปยังธุรกิจเช่าซื้อลีสซิ่ง 3) การหารือกับสถาบันการเงินผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อย ทั้งในส่วนของธนาคารพาณิชย์และนอนแบงก์เพื่อให้แนวทางความช่วยเหลือครอบคลุมลูกหนี้มากที่สุด

และ 4) มีการกำหนดกลุ่มลูกหนี้เป้าหมาย 4 กลุ่มที่ต้องเร่งช่วยเหลือ พร้อม ๆ กับการเตรียมวางกรอบหลักเกณฑ์เพื่อสนับสนุนแนวทางการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ทั้งในเรื่องเกณฑ์การปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) เกณฑ์การคิดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยง (Risk-based pricing : RBP) และมาตรการ MacroPrudential Policy (MaPP)

ซึ่งจะเป็นมาตรการในการดูแลการก่อหนี้ใหม่ที่ไม่พึงประสงค์ และดูแลให้การปล่อยสินเชื่อสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้และเหลือเงินเพียงพอต่อการดำรงชีพและสามารถรองรับความเสี่ยงในอนาคต

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การเดินหน้าแนวทางการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของ ธปท. ที่ทยอยมีความชัดเจนมากขึ้นดังกล่าว นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และน่าจะมีส่วนช่วยทำให้แรงกดดันต่อสถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทยทยอยคลายตัวลง เพราะมีการดูแลการก่อหนี้ใหม่ให้มีคุณภาพ ก่อหนี้ตามความจำเป็นและได้รับเงื่อนไขสินเชื่อที่สอดคล้องกับความเสี่ยง

ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาลูกหนี้เก่าที่มีปัญหาการผ่อนชำระผ่านการปรับโครงสร้าง และมีมาตรการดูแลเฉพาะลงไปในกลุ่มที่เป็นหนี้เรื้อรังรุนแรง หรือ Severe Persistent Debt (เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล Revolving ที่ผ่อนหนี้มานานหลายปีแต่จ่ายดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้น) เพื่อให้เห็นทางปิดจบหนี้ ตลอดจนการขยายความครอบคลุมด้านข้อมูลหนี้สินของครัวเรือนให้สะท้อนภาพที่ชัดเจนมากขึ้น

อย่างไรก็ดี การจะแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยให้ได้อย่างยั่งยืน และสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของไทยจะลดลงมากและเร็วแค่ไหนในระยะข้างหน้านั้น คงต้องมีการติดตามผลสัมฤทธิ์และปรับปรุงมาตรการให้มีความเหมาะสมอยู่เป็นระยะ เพราะโจทย์หนี้ครัวเรือนในระยะข้างหน้านั้นยังมีความซับซ้อน เพราะเกี่ยวข้องกับประเด็นด้านรายได้และพฤติกรรมการก่อหนี้ของภาคครัวเรือน

และโครงสร้างประชากรไทยซึ่งมีแนวโน้มเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยโดยสมบูรณ์เร็วกว่าที่คาด ซึ่งก็ทำให้ครัวเรือนมีข้อจำกัดในการแก้หนี้มากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

หนี้ครัวเรือน

หนี้ครัวเรือน