ค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่า ก่อนเฟดประชุมกำหนดนโยบายการเงิน 25-26 ก.ค.นี้ คาดขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% จับตาการเมืองในประเทศ หลังพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
วันที่ 21 กรกฎาคม 2566 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 17-21 กรกฎาคม 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (17/7) ที่ระดับ 34.64/66 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (14/7) ที่ระดับ 34.64/66 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐทรงตัวเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ ในตลาด โดยยังขาดปัจจัยชี้นำการซื้อขายหลังเจ้าหน้าที่เฟดได้เริ่มเข้าสู่ช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน (Blackout Period) ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงินครั้งต่อไปในวันที่ 25-26 กรกฎาคมนี้
คาดเฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25%
ล่าสุดนักลงทุนให้น้ำหนักมากกว่า 90% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 5.25-5.50% ขณะที่ในส่วนของการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ผ่านมานั้น ในคืนวันศุกร์ (14/7) มหาวิทยาลัยมิชิแกนได้เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐประจำเดือนกรกฎาคมปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 72.6 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 65.5 และสูงกว่าเดือนมิถุนายนที่ระดับ 64.4
โดยดัชนีได้รับแรงหนุนจากการชะลอตัวของอัตราเงินเฟ้อและความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน อย่างไรก็ตามรายงานยังชี้ว่าผู้บริโภคยังคงมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อในอนาคตนอกจากนี้ในวันอังคาร (18/7) มีการเปิดเผยตัวเลขยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของสหรัฐ
โดยยอดค้าปลีกประจำเดือนมิถุนายนปรับเพิ่มขึ้น 0.2% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.5% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนก่อนหน้า โดยถูกกดดันจากยอดขายของสถานีบริการน้ำมันซึ่งปรับตัวลง 1.4% และสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) ของสหรัฐ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านประจำเดือนกรกฎาคมปรับตัวขึ้น 1 จุด สู่ระดับ 56 ปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกัน และถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 โดยค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าเทียบกับค่าเงินสกุลหลักในวันพฤหัสบดี (20/7) หลังจากตลาดคาดการณ์ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 99.8% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 5.25-5.50% หลังกระทรวงแรงงานเปิดเผยคำขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกอยู่ที่ 228,000 ราย ต่ำกว่าคาดการณ์และครั้งก่อนหน้า ส่งสัญญาณว่าภาคจ้างงานยังไม่ชะลอตัวตามที่ตลาดคาดการณ์
จับตาเพื่อไทย แกนนำจัดตั้งรัฐบาล
สำหรับปัจจัยในประเทศ ภายหลังจากเปิดตลาดในวันจันทร์ (17/7) ค่าจ้างปรับตัวแข็งค่าอย่างต่อเนื่องจากการอ่อนค่าลงของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากขาดปัจจัยหนุนนำค่าเงินดอลลาร์ในช่วงต้นสัปดาห์ และปรับตัวแข็งค่าอย่างมากในวันอังคาร (18/7) ภายหลังจากที่หลุดแนวรับบริเวณ 34.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
อนึ่งในส่วนของการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้เปิดเผยตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงกลางเดือนกรกฎาคมมีจำนวน 14.15 ล้านคน ซึ่งสูงเกือบแตะระดับคาดการณ์ในตอนแรกว่าทั้งปี 2566 นั้นจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 18 ล้านคน
ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น หลังจากในวันพุธ (19/7) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ 7:2 รับคำร้องกรณีสถานภาพของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ถูกร้อง เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อสารมวลชนใด ๆ อยู่ในวันที่สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อไว้วินิจฉัย
และให้ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง ส่งผลให้นายพิธาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2565 จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย
โดยตลาดคาดการณ์ว่า พรรคเพื่อไทยน่าจะได้เป็นแกนนำรัฐบาล หนุนมุมมองเชิงบวกและภาวะการลงทุนในประเทศ ก่อนค่าเงินบาทจะทยอยกลับมาอ่อนค่าในบ่ายวันพฤหัสบดี (20/7) เคลื่อนไหวอ่อนค่าตามทิศทางเดียวกับเงินสกุลหลักอื่น ๆ หลังดัชนีดอลลาร์สหรัฐฟื้นตัวแข็งแกร่งเหนือระดับ 100.20 ภายหลังตลาดคาดการณ์ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า
ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.75-34.72 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (21/7) ที่ระดับ 34.40/43 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ECB ยันต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (17/7) ที่ระดับ 1.1223/27 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (14/7) ที่ระดับ 1.1222/24 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยค่าเงินยูโรยังคงมีการเคลื่อนไหวอยู่ในระดับที่แข็งค่าสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี เมื่อเทียบค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการดำเนินนโยบายแบบ Hawkish ของธนาคารกลางยุโรป (ECB)
เจ้าหน้าที่ ECB หลายท่านยังให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่ายังจำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปในการประชุมครั้งถัด ๆ ไป โดย ECB จะมีการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ ทางด้านสำนักงานสถิติยุโรปเปิดเผยดุลการค้ายุโรปเดือนพฤษภาคมว่าขาดดุลอยู่ที่ระดับ 300 ล้านยูโร ซึ่งขาดดุลน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ระดับ 7.6 พันล้านยูโร และขาดดุลน้อยกว่าเดือนเมษายนที่ขาดดุล 1.2 หมื่นล้านยูโร
ตัวเลขดังกล่าวส่งสัญญาณว่าแนวโน้มเศรษฐกิจยุโรปยังไม่สดใสมากนักถึงแม้ว่าจะขาดดุลน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ก็ตาม นอกจากนี้ ในวันพฤหัสบดี (20/7) มีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทั่วไปของยูโรโซนปรับตัวลดลงอยู่ที่ 5.5% ในเดือนมิถุนายน เมื่อเทียบรายปี เท่ากับที่คาดการณ์จากระดับ 6.1% ในเดือนพฤษภาคม
ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (ไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน) ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 5.5% ในเดือนมิถุนายน เมื่อเทียบรายปีสูงกว่าที่คาดการณ์ที่ระดับ 5.4% จากระดับ 5.3% ในเดือนพฤษภาคม โดยระหว่างสัปดาห์นี้ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1117-1.1275 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดวันศุกร์ (21/17) ที่ระดับ 1.1130/34 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดในวันจันทร์ (10/7) ที่ระดับ 141.21/24 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (17/7) ที่ระดับ 138.56/57 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (14/7) ที่ระดับ 138.64/65 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนได้รับปัจจัยหนุนจากการคาดการณ์ของตลาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นอาจจะมีการปรับเปลี่ยนนโยบาย Yield Curve Control ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการภายใต้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษ (Ultra-loose monelary policy) โดยธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น (BOJ) จะมีการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 27-28 กรกฎาคม 2566 นี้
นอกจากนี้ค่าเงินเยนได้รับแรงหนุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยภายหลังจากตลาดมีความกังวลกับเศรษฐกิจโลกภายหลังจากที่จีนประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศประจำไตรมาส 2/2566 อ่อนแอลง ทางด้านกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่นได้เปิดเผยดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมประจำเดือนพฤษภาคม ลดลง 2.2% ลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.6% และต่ำกว่าเดือนเมษายนที่ลดลง 0.7% ส่งสัญญาณว่าภาคการผลิตของญี่ปุ่นมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องและอาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่น
โดยในวันพฤหัสบดี (20/7) มีการเปิดเผยตัวเลขเกินดุลการค้าเดือนมิถุนายนของญี่ปุ่นอยู่ที่ระดับ 43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่คาดว่าจะขาดดุลการค้าอยู่ที่ 46.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้การส่งออกปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.5% และการนำเข้าลดลง 12.9% ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์นี้ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 137.69-141.89 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดวันศุกร์ (21/7) ที่ระดับ 141.75/77เยน/ดอลลาร์สหรัฐ