Skip to content

เตือน “จีน” เร่งแก้ไข ก่อนเศรษฐกิจดิ่งสู่ภาวะเงินฝืด

16 ส.ค. 2566 | 09:44น.
เตือน “จีน” เร่งแก้ไข ก่อนเศรษฐกิจดิ่งสู่ภาวะเงินฝืด
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

บรรดานักวิชาการและผู้สันทัดกรณีทางเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งออกมาเตือนอยู่บ่อยครั้งในระยะหลังมานี้ว่า จีนต้องระมัดระวัง ไม่ให้เศรษฐกิจของประเทศตกลงสู่วงจรอุบาทว์ของภาวะ “เงินฝืด” ที่ไม่เพียงทำให้เศรษฐกิจชะงักงันเท่านั้น แต่จะซบเซายืดเยื้อ กินเวลานานและแก้ไขยากอย่างยิ่ง

ปฏิกิริยาของทางการจีนน่าสนใจอย่างมาก เพราะไม่เพียงปฏิเสธคำเตือนดังกล่าวเท่านั้น โฆษกสำนักงานสถิติแห่งชาติยังถึงกับยืนกรานไม่ให้สื่อใช้คำคำนี้ โดยให้เหตุผลว่า “เพราะภาวะเงินฝืดไม่ได้เกิดขึ้นและไม่มีอยู่จริงในจีน”

แต่ในเวลาไล่เลี่ยกันนั่นเอง เจพี มอร์แกน วาณิชธนกิจระดับโลก กลับออกมายืนยันว่า เศรษฐกิจจีนกำลังเข้าสู่ภาวะเงินฝืด ดัชนีสำคัญ ๆ ไม่ว่าจะเป็น ดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ดัชนีราคาผู้ผลิต (พีพีไอ) จีดีพี ดีเฟลอเตอร์ (ดัชนีชี้การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงของจีดีพี) ล้วนตกลงสู่แดนลบทั้งหมด

“อันตรายจากภาวะเงินฝืด (ดีเฟลชัน) กำลังปรากฏและจะทรงตัวอยู่ตลอดระยะเวลาที่เหลือของปีนี้” รายงานของเจพี มอร์แกน เตือนไว้อย่างนั้น

ในรายงานของเจพี มอร์แกน ภาวะเงินฝืดเป็นเครื่องสะท้อนสารพัดปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศที่มีลักษณะจำเพาะของจีนเอง ตั้งแต่การฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศที่ทั้งช้าและอ่อนแอ, อัตราว่างงานพุ่งสูง โดยเฉพาะในเขตเมือง, ค่าจ้างไม่เพียงไม่เพิ่มขึ้นยังไม่มีแรงกดดันให้เพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย และสุดท้ายคือการทรุดตัวของราคาสินค้า ตั้งแต่ราคาเนื้อหมูไปจนถึงราคารถยนต์

สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายพากันเตือนก็คือ จีนกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาท้าทายในรูปแบบเดียวกันกับที่ญี่ปุ่นเคยเผชิญในทศวรรษ 90 นั่นคือภาวะเงินฝืดที่ทำให้เศรษฐกิจซบเซา ยืดเยื้อ กลายเป็นวัฏจักรขาลง ทรุดตัวต่อเนื่องกันนานนับสิบปี

ริชาร์ด คู หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ประจำสถาบันวิจัยโนมูระ ตั้งชื่อให้กับภาวะเงินฝืดสไตล์ญี่ปุ่นนี้เป็นพิเศษว่า “ภาวะถดถอยทางงบดุล” (balance-sheet recession) นักวิชาการอเมริกันเชื้อสายไต้หวัน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ อธิบายลักษณะจำเพาะของมันเอาไว้ว่า เกิดขึ้นเมื่อจู่ ๆ คน “ทั้งประเทศ” เกิดความรู้สึกไม่สบายใจกับงบดุลของตนเอง เพราะดูแล้วหนี้สินที่มี มีมูลค่าสูงกว่าทรัพย์สินของตนเอง

สภาพเช่นนี้โดยทั่วไปแล้วมักเกิดขึ้นหลังจากเกิด “ฟองสบู่แตก” ที่ทำให้ราคาทรัพย์สินร่วงวูบลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ “ฟองสบู่” ดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นมาจากการกู้หนี้ยืมสิน

เมื่อฟองสบู่แตก ราคาสินทรัพย์ลดลงอย่างฮวบฮาบ แต่หนี้สินยังคงอยู่ในระดับเดิม ทำให้งบดุล “ไม่สมดุล” อีกต่อไป จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข

ริชาร์ด คู ระบุว่า วิธีแก้ของบุคคลโดยทั่วไป ก็คือ เลิกจับจ่ายใช้สอย หันมาออมเงินเพื่อชำระหนี้แทน ในระดับตัวบุคคล นี่เป็นวิธีแก้ที่ถูกต้อง แต่ถ้าหากทุกคน หรือคนส่วนใหญ่ของประเทศพากันทำเหมือน ๆ กัน ผลลัพธ์จากวิธีนี้ก็จะสะสมรวมกันกลายเป็นปัญหาระดับประเทศขึ้นตามมา

“เมื่อฟองสบู่แตก ราคาสินทรัพย์ตกวูบ ทุกคนมุ่งแต่จะชำระหนี้ เพราะกังวลกับสภาพงบดุลของตนเอง หลงเหลือเพียงไม่กี่มากน้อยที่จะปล่อยกู้ คนที่จะกู้เงิน (เพื่อลงทุน โดยเฉพาะกับอสังหาริมทรัพย์) ยิ่งน้อยลงไปอีก แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะลดลงมาเป็นศูนย์แล้วก็ตาม” ริชาร์ด คูระบุ

เขาชี้ให้เห็นว่า เมื่อปี 2022 ที่ผ่านมา ฟองสบู่มหึมาในภาคอสังหาริมทรัพย์สำหรับที่พักอาศัยของจีนก็แตกดังโพละ ราคาตกฮวบ ทำนองเดียวกันและในระดับใกล้เคียงกันอย่างยิ่งกับที่เคยเกิดขึ้นในโตเกียว และโอซากา เมื่อ 30 ปีก่อน

ทำไมสถานการณ์ทางเศรษฐกิจแบบนี้ถึงได้ยืดเยื้อและแก้ไขได้ยากมาก เหตุผลก็คือ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น กลายเป็นเชื้อไฟอย่างดี สุมให้เกิดภาวะเงินฝืดต่อเนื่อง

นั่นคือเมื่อทุกคนหันมาอดออมเพื่อชำระหนี้ ไม่กู้ยืม ไม่ลงทุน ผลที่เกิดในขั้นแรกก็คือ กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลง, อุปสงค์หรือความต้องการสินค้า-บริการลดลง ทั้งจากอุปทานส่วนเกินและจากกำลังซื้อที่ลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อทำให้กำไรของบริษัทธุรกิจลดลง จนต้องหันมาแก้ปัญหาด้วยการลดต้นทุน ซึ่งกระทบต่อเนื่องทำให้เกิดภาวะว่างงานเพิ่มมากขึ้น และเกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจสูงขึ้น ซึ่งจะวนเป็นวงต่อไปยังผู้บริโภคและผู้คนโดยทั่วไป ให้กังวลมากขึ้นไปอีก ส่งผลให้เกิดภาวะเงินฝืดต่อเนื่องต่อไปไม่สิ้นสุด

ริชาร์ด คู บอกว่า นั่นคือสิ่งที่เขาเชื่อว่ากำลังเกิดขึ้นกับจีนและแทบไม่มีอะไรแตกต่างไปจากที่เคยเกิดขึ้นกับญี่ปุ่น ยกเว้นความต่างเพียงอย่างเดียว นั่นคือ “จีน” รู้ดีว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นและได้เห็นแบบอย่างจากญี่ปุ่นมาแล้วว่า ลำพังการแก้ปัญหาตามตำรานั้นไม่ได้ช่วยให้ภาวะถดถอยทางงบดุลนี้ดีขึ้นได้

ยังพอมีเวลาแก้ไขก่อนที่เศรษฐกิจจีนจะตกสู่วัฏจักรอันตรายของภาวะเงินฝืดเต็มตัวนั่นเอง