Skip to content

ตลาดหลักทรัพย์ฯจับตานโยบายรัฐบาลใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจได้ ตลาดหุ้นไทยก็ฟื้น

11 ก.ย. 2566 | 15:53น.
ตลาดหลักทรัพย์ฯจับตานโยบายรัฐบาลใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจได้ ตลาดหุ้นไทยก็ฟื้น

ตลาดหลักทรัพย์ฯเผยภาพรวมตลาดหุ้นไทยในเดือนสิงหาคม 2566 ฟื้นตัวดีขึ้น หลังจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ ส่งผลให้ดัชนีปิดที่ 1,565.94 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 0.6% จากเดือนก่อนหน้า ด้านนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิเป็นเดือนที่เจ็ด 14,755 ล้านบาท ชี้โจทย์สำคัญคือเรื่องของเศรษฐกิจ เตรียมจับตานโยบายรัฐบาลใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจได้หนุนบรรยากาศตลาดหุ้นไทยฟื้น

วันที่ 11 กันยายน 2566 นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในเดือนสิงหาคม 2566 ฟื้นตัวดีขึ้นหลังมีการจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ทำให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นบวกสวนทางกับตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวลง

โดยส่งผลให้ SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 6 วันติดต่อกันอยู่ที่ 1,576.67 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2566 โดย SET Index ปรับลงไปจุดต่ำสุดที่ 1,466.93 จุด และหากพิจารณาจากอัตราส่วน Forward PE ของ SET Index ค่อนข้างต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ทำให้ผู้ลงทุนบุคคลและสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 7 เดือนต่อเนื่อง

ขณะที่สุนทรพจน์ของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการประชุมวิชาการของเฟดที่เมือง Jackson Hole เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ส่งสัญญาณว่ายังคงยืนยันเป้าหมายเงินเฟ้อระยะยาวที่ 2% (จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.2%) ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐ และตลาดแรงงานยังคงชะลอตัวช้ากว่าคาด ทำให้ผู้ลงทุนคาดว่าอาจเห็นเฟดคงดอกเบี้ยที่ 5.25-5.50% ไปจนถึงปลายปีนี้

อีกทั้งผู้ลงทุนยังกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีบริษัทใหญ่บางแห่งในอุตสาหกรรมส่งสัญญาณว่ามีปัญหาด้านสภาพคล่อง ทำให้บรรยากาศ (sentiment) ผู้ลงทุนโดยรวมในตลาดโลกอยู่ในเชิงลบ

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามต่อมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเด็น ได้แก่

1.เรื่องของทิศทางนโยบายการเงินของเฟด หลังจากประชุมวิชาการของเฟดที่เมือง Jackson Hole ประธานเฟดส่งสัญญาณการดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวต่อ เพื่อทำให้กรอบเงินเฟ้อเข้าสู่เป้าหมาย

2.เศรษฐกิจจีนที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการส่งออกของไทย

3.การเติบโตเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมาย ซึ่งเป็นผลมาจากการส่งออกที่หดตัว

“แม้ว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่โจทย์สำคัญคือเรื่องของเศรษฐกิจ ดังนั้นสิ่งที่ต้องรอหลังจากนี้คือนโยบายที่มีความชัดเจนมากขึ้น การเบิกจ่ายงบประมาณที่หากทำได้เร็วมากขึ้นก็จะยิ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวก็จะส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นตามไปด้วย ซึ่งในมาตรการระยะสั้นรัฐบาลชุดนี้ก็มีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือน กระตุ้นเงินให้เกิดการหมุนเวียนในระหว่างที่รอเบิกจ่ายงบฯใหม่ ขณะที่มาตรการระยะยาวเป็นเรื่องของการแข่งขันที่ต้องรอดูนโยบายต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร“ นายศรพลกล่าว

จากภาพรวมทั้งหมดส่งผลให้ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2566 SET Index ปิดที่ 1,565.94 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 0.6% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกับดัชนีหลักทรัพย์อื่น ๆ ในภูมิภาค และปรับลดลง 6.2% เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อนหน้า โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2565 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มการเงิน กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มบริการ

ในเดือนสิงหาคม 2566 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 58,579 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า 21.1% โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน 8 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 57,904 ล้านบาท โดยผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิเป็นเดือนที่เจ็ด โดยในเดือนสิงหาคม 2566 ผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 14,755 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ผู้ลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16

ในเดือนสิงหาคม 2566 มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน SET 2 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ.พี.เอส.พี.สเปเชียลตี้ส์ (PSP) และ บมจ.เคซีจี คอร์ปอเรชั่น (KCG) และใน mai 1 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ.ไอ ทู เอ็นเตอร์ไพรซ์ (I2)

Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2566 อยู่ที่ระดับ 17.4 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 12.9 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 23.8 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 13.4 เท่า ขณะที่อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2566 อยู่ที่ระดับ 2.99% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.55%

สำหรับภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในเดือนสิงหาคม 2566 ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 528,209 สัญญา เพิ่มขึ้น 11.2% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการเพิ่มขึ้นของ SET50 Index Futures และ Single Stock Futures และในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2566 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 544,291 สัญญา ลดลง 0.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ Single Stock Futures