Skip to content

ธปท.เผยเศรษฐกิจปี’67 เครื่องยนต์ครบ “ส่งออก-ท่องเที่ยว” หนุน จ่อทบทวนตัวเลข 7 ก.พ.67

28 ธ.ค. 2566 | 16:58น.
ธปท.เผยเศรษฐกิจปี’67 เครื่องยนต์ครบ “ส่งออก-ท่องเที่ยว” หนุน จ่อทบทวนตัวเลข 7 ก.พ.67

ธปท.จ่อทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจปี’66 ในการประชุมวันที่ 7 ก.พ. 67 นี้ ชี้อุปสงค์ในประเทศยังโต “การบริโภค-การลงทุนเอกชน” ส่วนภาคการผลิตยังซบ คาดปี’67 โตต่อเนื่อง-สมดุล ยันเครื่องยนต์เศรษฐกิจครบครัน หลังการส่งออก-ภาคท่องเที่ยวฟื้นตัวดีขึ้น เผยเศรษฐกิจเดือน พ.ย. 66 ทรงตัว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติดีขึ้น แต่รายได้ลดลง จับตาพฤติกรรมการใช้จ่าย-ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ระบุ เงินบาทเฉลี่ยแข็งค่าขึ้นตามการคาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐ-อีซีบี

วันที่ 28 ธันวาคม 2566 นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4/2566 หลังจากมีข้อมูลในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน รวม 2 เดือน ภาพรวมจะเห็นว่าอุปสงค์ภายในประเทศค่อนข้างดี ทั้งจากภาคการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนปรับดีขึ้น แต่ยังคงต้องติดตามภาคการผลิตอุตสาหกรรมที่ลดลง

และจำนวนนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี หากมองไปข้างหน้าในปี 2567 ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังเติบโตได้มาจากอุปสงค์ในประเทศ และมีการขยายตัวที่สมดุลขึ้น โดยภาคการส่งออกจะกลับมาขยายตัว ทำให้แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจกลับมาครบครันขึ้น

ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการประเมินตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจทั้งปี 2566 ในรอบการประชุมวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 อีกครั้ง โดย กนง.จะพยายามปรับคาดการณ์ให้สอดคล้องกับข้อมูล ซึ่งหากดูตัวเลขไตรมาสที่ 4/2566 จะมีเครื่องชี้วัดที่ดี คือ อุปสงค์ และตัวที่น้อยกว่าประมาณการ คือ จำนวนนักท่องเที่ยว และภาคการผลิตจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องจับตา

สำหรับในปี 2567 ประเด็นที่ต้องจับตา คือ เรื่องความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และพัฒนาการด้านเศรษฐกิจของต่างประเทศ ซึ่งจะสามารถให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจราบรื่นหรือไม่ (Soft Landing) ส่วนปัจจัยในประเทศ จะเป็นเรื่องของปัญหาเอลนีโญ และการฟื้นตัวของภาคธุรกิจและครัวเรือนภายหลังสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งปัจจุบันเริ่มทยอยกลับมาเป็นปกติเกือบทั้งหมดแล้ว

“รอข้อมูลประเมินภาพรวมอีกครั้งสำหรับตัวเลขเศรษฐกิจปี 2566 ในช่วงการประชุมในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ แต่ในปี 2567 เรามองว่าเศรษฐกิจโตสมดุลและครบครันขึ้น ส่วนในเหตุการณ์ทะเลปัจจุบันยังกระทบจำกัด แต่ต้องติดตามสถานการณ์ว่าจะยืดเยื้อแค่ไหน ซึ่งอาจมีผลต่อต้นทุนที่ปรับขึ้นเล็กน้อย ส่วนเศรษฐกิจจีนจะเห็นพัฒนาการด้านเศรษฐกิจที่เน้นการเติบโตคุณภาพมากขึ้น และการกระตุ้นระยะสั้นน้อยลง และเน้นระยะยาวในเชิงโครงสร้างมากขึ้น ซึ่งตรงนี้อาจมีผลกับเรา“

นางสาวชญาวดีกล่าวอีกว่า สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในเดือนพฤศจิกายน 2566 ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า โดยอุปสงค์ในประเทศและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับดีขึ้น ขณะที่ภาคการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลง โดยเครื่องชี้การบริโภคเอกชนปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนตามการใช้จ่ายในสินค้าไม่คงทนในทุกองค์ประกอบ สอดคล้องกับความเชื่อมั่นผู้บริโภค

ขณะที่การลงทุนเอกชนปรับเพิ่มจากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ 1.8% ซึ่งแรงขับเคลื่อนมาจากเครื่องจักรและอุปกรณ์ในประเทศ ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์ลดลงโดยเฉพาะรถกระบะบรรทุก สำหรับการลงทุนในหมวดก่อสร้างปรับลดลงตามพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างและยอดจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่นของภาคการลงทุนยังสูงกว่าระดับ 50 ทั้งภาคการผลิตและไม่ใช่ภาคการผลิต

และหากดูกิจกรรมภาคบริการ โดยรวมทรงตัวใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้า โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับเพิ่มขึ้นในเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ 2.6 ล้านคน ซึ่งมาจากหลายสัญชาติ เช่น จีนที่ได้อานิสงส์จากมาตรการฟรีวีซ่า ญี่ปุ่นที่มาจากวันขอบคุณแรงงาน หรือยุโรปยังเข้ามาต่อเนื่องในช่วงฤดูหนาว

หากดูจำนวนนักท่องเที่ยวตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2566 อยู่ที่ 24.8 ล้านคน แต่ถ้านับตั้งแต่ 1 มกราคม-27 ธันวาคม 2566 รวมทั้งสิ้น 27.3 ล้านคน อย่างไรก็ดี รายได้จากนักท่องเที่ยวปรับลดลงตามพฤติการการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว เป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อ

สำหรับภาคการส่งออก (ไม่รวมทองคำ) ปรับลดลง -0.9% จากเดือนก่อนหน้า สอดคล้องกับการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง -1.8% โดยเฉพาะการส่งออกรถยนต์นั่งและรถกระบะไปออสเตรเลีย และสินค้าเกษตรแปรรูปตามการส่งออกน้ำมันพืชไปอินเดีย ซึ่งเร่งไปแล้วในเดือนก่อน อย่างไรก็ดี การส่งออกบางหมวดปรับเพิ่มขึ้น อาทิ เหล็กไปสิงคโปร์ จากปัจจัยชั่วคราวเพื่อใช้ในโครงการก่อสร้าง และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากการส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ไปสหรัฐและฮ่องกง

ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่รวมเงินโอนหดตัวเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน จากรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางเป็นสำคัญ ตามการเบิกจ่ายที่ลดลงจากการทบทวนงบประมาณปี 2567 ที่ล่าช้า ขณะที่รายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางทรงตัว โดยการเบิกจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรและค่าจัดการเรียนการสอนของหน่วยงานด้านการศึกษาที่ขยายตัวถูกชดเชยกับการเบิกจ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการของงบฯกลางที่หดตัว สำหรับรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจขยายตัวตามการเบิกจ่ายในโครงการด้านคมนาคมและสาธารณูปโภค

สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ -0.44% ลดลงจากเดือนก่อนที่อยู่ -0.31% ลดลงตามหมวดพลังงานเป็นสำคัญ ซึ่งมาจากมาตรการลดราคาน้ำมันเบนซิน และราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับลดลง

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับลดลงมาอยู่ที่ 0.58% จากเดือนก่อนอยู่ที่ 0.66% เป็นผลมาจากฐานที่สูง แต่หากเทียบเดือนต่อเดือนเงินเฟ้อยังเป็นบวกอยู่ ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล -1.2 พันล้านดอลลาร์ ทั้งจากดุลการค้าตามการส่งออกทองคำ และนำเข้าน้ำมัน และดุลบริการ รายได้ และเงินโอน ซึ่งมาจากการส่งรายได้และเงินปันผลกลับประเทศ

ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยน โดยเงินบาทเทียบกับดอลลาร์ปรับแข็งค่าขึ้น หลังจากตลาดปรับการคาดการณ์นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ในการขึ้นอัตราดอกเบี้ย และหากดูภาพรวมในเดือนธันวาคม ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2566 ยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนีค่าเงินบาทเทียบคู่ค้าและคู่แข่งทรงตัว อย่างไรก็ดี เทรนด์ค่าเงินบาทในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2566 มีลักษณะจากปัจจัยฤดูกาลที่หมดลง และจากภาพรวมตลาดที่มีธุรกรรมค่อนข้างบาง ทำให้เห็นการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ผันผวนได้

“มองไปข้างหน้าเครื่องชี้เร็ว กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงได้รับอานิสงส์จากในประเทศ และนักท่องเที่ยวยังเข้ามาต่อเนื่อง แต่ยังคงต้องติดตามพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว ส่วนการส่งออกอุปสงค์ที่ดีขึ้น แต่ต้องติดตามว่าจะมีผลต่อเราแค่ไหนจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง รวมถึงในระยะต่อไปต้องติดตามนักท่องเที่ยวจีน และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายภาครัฐและปัญหาเอลนีโญ”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ธปท.