เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
วงร็อกชื่อดัง SWEET MULLET ประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 2 สมาชิกยุติบทบาทสมาชิก
Biz Movement วงร็อกชื่อดัง SWEET MULLET ประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 2 สมาชิกยุติบทบาทสมาชิก
เปิดตัว “ต้นสน เส้นเกาหลี” รับกระแส K-Food ชูจุดขายเส้นใส นุ่ม หนึบเด้ง อร่อยง่ายทุกเมนู
Business เปิดตัว “ต้นสน เส้นเกาหลี” รับกระแส K-Food ชูจุดขายเส้นใส นุ่ม หนึบเด้ง อร่อยง่ายทุกเมนู
แสนสิริ อวด “เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนท์ หัวหิน” บีชฟร้อนแรกของโลก พูลวิลล่า 100 ล้านหมดในสัปดาห์แรก
Real Estate แสนสิริ อวด “เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนท์ หัวหิน” บีชฟร้อนแรกของโลก พูลวิลล่า 100 ล้านหมดในสัปดาห์แรก
ก.ล.ต.เคลียร์ปม 3 เหรียญดิจิทัล สอบโยงเว็บ shuffle.com ขู่ฟันหากผิดเกณฑ์
Finance ก.ล.ต.เคลียร์ปม 3 เหรียญดิจิทัล สอบโยงเว็บ shuffle.com ขู่ฟันหากผิดเกณฑ์
‘มารีแอนน์’ จิตวิญญาณของฝรั่งเศส เทพีแห่งปฏิวัติ สวมกั๊กเหลืองกลางปารีส
World ‘มารีแอนน์’ จิตวิญญาณของฝรั่งเศส เทพีแห่งปฏิวัติ สวมกั๊กเหลืองกลางปารีส
ไตรภพ ประกาศเลิกกิจการ ‘บอร์น ออพเปอเรชั่น’ 30 พ.ย. เลิกจ้างพนักงานทั้งหมด
Business ไตรภพ ประกาศเลิกกิจการ ‘บอร์น ออพเปอเรชั่น’ 30 พ.ย. เลิกจ้างพนักงานทั้งหมด
ราคาทองวันนี้ (19 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 150 บาท รูปพรรณบาทละ 67,050 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (19 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 150 บาท รูปพรรณบาทละ 67,050 บาท
ขยับผลการแข่งขันอย่างเป็นทางการ น้องพายุ ถูกตัดสิทธิ DQ น้องแมคลาเรน คว้าอันดับ 1
Biz Movement ขยับผลการแข่งขันอย่างเป็นทางการ น้องพายุ ถูกตัดสิทธิ DQ น้องแมคลาเรน คว้าอันดับ 1
เปิดเบื้องหลัง 2 ล่ามไทยบนเวทีโลก ทำไมงานประชุม IMF–World Bank 2026 ยังต้องใช้มนุษย์ ?
Interview เปิดเบื้องหลัง 2 ล่ามไทยบนเวทีโลก ทำไมงานประชุม IMF–World Bank 2026 ยังต้องใช้มนุษย์ ?
แมริออทฯ เผยอนาคตวงการอาหาร รสชาติท้องถิ่นครองใจนักชิมทั่วเอเชียแปซิฟิก
Biz Movement แมริออทฯ เผยอนาคตวงการอาหาร รสชาติท้องถิ่นครองใจนักชิมทั่วเอเชียแปซิฟิก
ดูทั้งหมด

โครงสร้างเศรษฐกิจไทย ณ จุดที่ยืนอยู่

17 มี.ค. 2567 | 17:00น.
โครงสร้างเศรษฐกิจไทย
คอลัมน์ : ร่วมด้วยช่วยคิด
ผู้เขียน : นิธิสาร พงศ์ปิยะไพบูลย์
ธนาคารแห่งประเทศไทย

ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สภาพัฒน์ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2566 ว่า GDP ขยายตัวเพียง 1.9% หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าเป็นตัวเลขที่อยู่ในระดับต่ำ โดยมีคำอธิบายสาเหตุแตกต่างกันไปตามแต่ละมุมมอง ทั้งนี้ สภาพัฒน์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการจัดทำข้อมูลเศรษฐกิจไทยได้เผยแพร่ข้อมูลในหลายมิติมากกว่าตัวเลข GDP ที่พาดหัวข่าว จึงอยากชวนคุณผู้อ่านมาดูข้อมูล GDP โดยละเอียด ซึ่งฉายภาพโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันครับ

ขอเริ่มต้นด้วยการวัดกิจกรรมที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจอย่างง่าย สมมติว่า นาย ก. ผลิตสินค้าชิ้นหนึ่ง แล้วขายให้ผู้ซื้อ คือ นาย ข. เราอาจวัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ได้ 3 วิธี คือ (1) สินค้านั้นมีมูลค่ากี่บาท (2) นาย ข. จ่ายเงินซื้อสินค้าไปกี่บาท และ (3) นาย ก. รับรายได้กี่บาท

ทั้ง 3 วิธีนี้ควรจะให้ตัวเลขที่เท่ากัน และนี่คือวิธีวัด GDP ที่แบ่งได้ 3 แบบ คือ (1) ด้านการผลิต (2) ด้านรายจ่าย และ (3) ด้านรายได้

ท่านผู้อ่านที่ติดตามเรื่องเศรษฐกิจน่าจะคุ้นเคยกับสมการ GDP = C+I+G+X-M ซึ่งเป็นการวัด GDP ด้าน “รายจ่าย” การวัดแบบนี้สะท้อนถึงอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ ว่าสินค้าและบริการที่ผลิตขึ้นมาในประเทศ(GDP) นั้น มีผู้จ่ายเงินซื้อไปบริโภคเท่าไร (C : Consumption) มีผู้จ่ายเงินซื้อเพื่อไปลงทุนทำธุรกิจเท่าไร (I : Investment) ภาครัฐเป็นผู้จ่ายเงินซื้อไปเท่าไร (G : Government) ต่างชาติเป็นผู้จ่ายเงินซื้อไปเท่าไร (X : Export) และเมื่อหักการนำเข้าแล้ว (M : Import) ก็จะมีมูลค่าเท่ากับสินค้าและบริการที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ

จากรายงานสภาพัฒน์พบว่า GDP ของไทย ณ ราคาประจำปี 2566 มีมูลค่า 17.9 ล้านล้านบาท เมื่อคำนวณมูลค่าของแต่ละองค์ประกอบเป็นสัดส่วนต่อ GDP เพื่อดูโครงสร้างเศรษฐกิจ พบว่า C = 57.7%, I = 17.3%, G = 22.2%, X = 65.4%, M = 63.7%

ซึ่งผมมีข้อสังเกต 3 เรื่อง คือ (1) การใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย คือ การบริโภคภาคเอกชนประมาณ 60% ของ GDP ขณะที่ภาครัฐมีสัดส่วนเล็กกว่าที่ประมาณ 20% (2) ไทยยังต้อง
พึ่งพิงอุปสงค์ต่างประเทศในสัดส่วนที่มาก 65% ของ GDP ซึ่งแบ่งเป็นการส่งออกสินค้า 54% และการส่งออกบริการ 11% อีกทั้งไทยมีการนำเข้าจำนวนมากเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบและเพื่อบริโภค เช่น น้ำมัน

(3) การลงทุนภาคเอกชนของไทยมีสัดส่วนต่ำที่ 17.3% ของ GDP และเมื่อนำการลงทุนภาครัฐที่ 5.6% ของ GDP มารวมด้วย ก็จะได้เพียง 23% เท่านั้น ซึ่งสัดส่วนนี้น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม และอินโดนีเซีย ที่อยู่ประมาณ 30% ของ GDP

ถัดมา ผมขอชวนมาดู GDP ที่วัดจากด้านการผลิต ซึ่งจะเห็นภาพโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเป็น “รายสาขา” ที่ชัดเจนขึ้น จากโครงสร้าง GDP 100% พบว่าเป็นมูลค่าเพิ่มที่มาจากภาคเกษตรประมาณ 10% ภาคอุตสาหกรรม 30% ภาคบริการ 60% ทั้งนี้ ภาคบริการสามารถแบ่งย่อยได้อีก เช่น การค้าส่งค้าปลีก 16% โรงแรมและร้านอาหาร 5.4% การขนส่ง 5.1% การก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ 5.1% ธุรกิจการเงินและประกัน 9.4% การสื่อสารและโทรคมนาคม 2.9% เป็นต้น

ในปี 2566 แต่ละสาขาธุรกิจก็เผชิญสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป เช่น ภาคเกษตรบางส่วนได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่หดตัว ขณะที่ภาคบริการฟื้นตัวได้บ้าง เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และการขนส่ง ได้ประโยชน์จากนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้น ความรู้สึกและมุมมองต่อเศรษฐกิจจึงอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่ในสาขาไหนของเศรษฐกิจ อีกทั้งในแต่ละพื้นที่และภูมิภาคก็มีการฟื้นตัวที่ต่างกันด้วย

โครงสร้าง GDP ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นการวัด “มูลค่าเพิ่ม” หรือ “รายได้” ที่แต่ละสาขาธุรกิจผลิตขึ้น แล้วรายได้ดังกล่าวลงไปสู่คนจำนวนเท่าใดบ้าง การสำรวจภาวะแรงงานโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ประเทศไทยมีผู้มีงานทำ
ทั้งหมด 39.9 ล้านคน อยู่ในภาคเกษตร 30% อยู่ในภาคอุตสาหกรรม 16% ภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว 20% และภาคบริการอื่น ๆ 34%

ทั้งนี้ ภาคเกษตรมีสัดส่วนเพียง 10% ของ GDP แต่ต้องแบ่งรายได้ระหว่างคน 30% ของผู้มีงานทำทั้งหมด จึงไม่แปลกที่รายได้เกษตรกรไทยจะน้อยมากเมื่อเทียบกับสาขาอื่น เช่น ภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวมีสัดส่วนใน GDP ประมาณ 10% โดยมีสัดส่วนแรงงานประมาณ 20% หรือภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนใน GDP 30% โดยมีสัดส่วนแรงงาน 16% ซึ่งสะท้อนว่าภาคอุตสาหกรรมมีผลิตภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ในระดับสูง

ในอดีต เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์จากการเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำ มาสู่ภาคอุตสาหกรรมที่มีผลิตภาพสูง สาขาเด่น ๆ เช่น รถยนต์ ปิโตรเคมี เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และหลังวิกฤตปี 2540 แรงงานก็
เคลื่อนย้ายเข้าสู่ภาคบริการและการท่องเที่ยว ที่ขยายตัวจนรองรับนักท่องเที่ยวมากถึง 40 ล้านคนก่อนช่วงโควิด ลูกหลานคนต่างจังหวัดที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการได้ส่งเงินกลับไปจุนเจือครัวเรือนในภาคเกษตรทำให้เราอยู่มาได้

ตอนนี้ เราไม่สามารถพึ่งพาการเคลื่อนย้ายแรงงานได้เหมือนในอดีต ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างรวดเร็ว และปัจจุบันต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวมากถึงประมาณ 3 ล้านคน หนทางที่จะเพิ่มรายได้คือการพัฒนาผลิตภาพของทุกสาขา ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ให้สูงขึ้นไปพร้อมกัน เพื่อให้แรงงานไทยที่กระจายทำงานในทุกสาขาเศรษฐกิจมีรายได้เพิ่มขึ้น เราไม่มีมาตรการใดเป็นยาวิเศษเม็ดเดียวที่แก้ไขได้ทุกปัญหา มีแต่ต้องร่วมกันผลักดันมาตรการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจำนวนมากที่รออยู่เพื่อเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจไทยครับ