เศรษฐกิจและการเมือง
บทบรรณาธิการ
เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองที่มีผลต่อประเทศสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ แถลงถึงภาวะเศรษฐกิจไทย ระบุถึงการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ประจำไตรมาส 1 ปี 2567 อยู่ที่ 1.5% ต่อปี ชะลอตัวลง และปรับลดประมาณการจีดีพีไทย ปี 2567 อยู่ที่ 2.0-3.0% (ค่ากลาง 2.5%) สาเหตุจากความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกมีค่อนข้างมาก นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อหามาตรการแก้ไข โดยชี้ว่า ยังไม่ถือเป็นภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ แต่เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจไม่ได้เดินหน้าเต็มที่ ตัวเลขไม่ค่อยดีมายาวนานและต่อเนื่อง เศรษฐกิจโลกโตช้า กำลังซื้ออ่อนตัว ปัญหาภาวะโลกเปลี่ยนแปลง และปัญหาโครงสร้าง เช่น สังคมสูงวัย ปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาหนี้เสีย ต้องการแก้ไขด้วยการปรับโครงสร้าง และที่ภาครัฐทำได้เลย เช่น การเบิกจ่ายของภาครัฐ กระตุ้นการซื้อ การท่องเที่ยว ขณะที่นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯและ รมว.คลัง ยืนยันว่า รัฐบาลไม่พอใจตัวเลขเติบโต 2.5% และจะผลักดันมาตรการแก้ไขต่อไป
อีกเรื่องที่เกิดขึ้นคือการที่ศาลรัฐธรรมนูญ ลงมติ 6-3 รับคำร้องให้วินิจฉัยความเป็นนายกรัฐมนตรีของนายกฯ จากการแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน ซึ่งเคยถูกสั่งจำคุกจากข้อหาละเมิดอำนาจศาล เป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดย 40 สว.ผู้ร้องกล่าวหาว่า เป็นการกระทำที่ขัดบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญศาลไม่สั่งนายกฯพักทำหน้าที่ แต่ทำให้เกิดผลกระทบทันที ในทางการเมืองทำให้เกิดการคาดหมายในหลายทิศทาง ส่วนทางเศรษฐกิจ แวดวงธุรกิจเห็นว่าทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงทางการเมือง
และทำให้นักลงทุนต่างประเทศ หยุดดำเนินการเพื่อรอดูสถานการณ์การเมืองให้มีความชัดเจนก่อน โดยเฉพาะนักลงทุนจากฝั่งสหรัฐหรือยุโรปรายใหม่ ๆ ที่จะเข้ามา ส่วนญี่ปุ่น จีน ที่ค่อนข้างคุ้นเคยกับการลงทุนในไทยมานาน อาจจะไม่ได้กังวลมาก ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนที่จะมีความชัดเจน ดังนั้นในช่วงที่รอความชัดเจน ภาพการลงทุน หรือการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลก็เหมือนเป็นสุญญากาศ ขณะที่ตลาดหุ้นเห็นว่า หากการเมืองเปลี่ยนแปลงขนาดต้องเปลี่ยนนายกฯและ ครม. จะกดดันตลาดหุ้นไทยให้ปรับฐานหนัก เพราะเป็นภาพเชิงลบเข้ามาซ้ำเติมภาพเศรษฐกิจไทยที่ในช่วงไตรมาส 1/2567 ไม่ดีอยู่แล้ว
การเมืองและเศรษฐกิจมีความเกี่ยวข้องกัน แม้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ ความผันผวนทางเศรษฐกิจก็เกิดได้ตามเหตุปัจจัย แต่เศรษฐกิจและการเมืองจะเข้มแข็งได้ ต้องอยู่บนพื้นฐานของระบบที่ถูกต้องและเป็นมาตรฐาน เป็นไปตามกฎกติกาที่ดีจารีตทางการเมืองที่ชอบธรรม ไม่เป็นไปตามปัจจัยแทรกซ้อนหรือเกมอำนาจที่แฝงเร้น ซึ่งจะทำลายความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือของประเทศ และกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ผลที่จะตามมาคือภาวะชะงักงัน ความเข้มแข็งถูกกัดกร่อน ไม่สามารถใช้ศักยภาพจากทรัพยากรต่าง ๆ แข่งขันในการพัฒนาประเทศได้ เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีบทเรียนเกิดขึ้นกับหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย