เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

ครัวเรือนแบกหนี้ท่วม สศช.จี้แบงก์พยุงคนกู้บ้านสกัด NPL

29 พ.ค. 2567 | 14:27น.

จากภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 2567 ที่ขยายตัวได้ 1.5% แม้เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าแล้วจะไม่ถึงกับแย่ ยังเป็นการฟื้นตัว แต่ก็ฟื้นช้า และไม่ทั่วถึง แถมการขยายตัวยังต่ำสุดในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่า อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย ก็คือ ภาวะ “หนี้ครัวเรือน” ที่ยังอยู่ในระดับสูง และ “รายได้” ที่โตไม่ทันหนี้นั่นเอง ล่าสุด สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาสที่ 1 ปี 2567 ที่สะท้อนว่า สถานการณ์ยังคงมีประเด็นที่น่ากังวลอยู่ไม่น้อย

จ้างงานลด-อัตราว่างงานทรงตัว

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวว่า สถานการณ์ด้านแรงงานของไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2567 อัตราการว่างงาน อยู่ระดับทรงตัวอยู่ที่ 1.01% ขณะที่การจ้างงานลดลงเล็กน้อย -0.1% โดยขณะนี้ไทยมีจำนวนผู้มีงานทำอยู่ที่ 39.6 ล้านคน ซึ่งการจ้างงานที่ปรับลดลงส่วนใหญ่ อยู่ในภาคเกษตรกรรมที่ลดลงกว่า 5.7% ในช่วงนอกฤดูการทำเกษตรกรรม ขณะที่สาขานอกภาคเกษตรกรรม ยังขยายตัวได้ 2.2% ทั้งในเซ็กเตอร์การผลิต ก่อสร้าง ขนส่ง/เก็บสินค้า และโรงแรม/ภัตตาคาร

ด้านชั่วโมงการทำงานปรับตัวลดลงเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับประมาณ 44 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในภาคเอกชน ส่วนภาพรวมอยู่ที่ 41 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขณะที่ผู้เสมือนว่างงานปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.7% ส่วนผู้ทำงานล่วงเวลามีการปรับตัวลดลงเล็กน้อย

ขณะที่ค่าจ้างแรงงานปรับตัวดีขึ้น โดยค่าจ้างภาคเอกชนเฉลี่ยอยู่ที่ 13,789 บาท/คน/เดือน เพิ่มขึ้น 0.5% ขณะที่ภาพรวมลดลงเล็กน้อยที่ 0.4% หรืออยู่ที่ 15,052 บาท/คน/เดือน

“อัตราการว่างงานในไตรมาสที่ 1 ของปี 2567 ยังทรงตัว มีผู้ว่างงานประมาณ 4.1 แสนคน แต่ก็ลดลงจากปีก่อน 3.2% ซึ่งก็เป็นการลดลงทั้งในส่วนของผู้ที่ไม่เคยทำงานมาก่อน และผู้ที่เคยทำงานมาก่อน”

“อาชีวศึกษา-มัธยม” ว่างงานพุ่ง

นายดนุชากล่าวว่า หากเข้าไปดูการว่างงานตามระดับการศึกษา จะเห็นว่าในระดับอุดมศึกษา จำนวนผู้ว่างงานปรับตัวลดลง -20.4% ขณะที่ระดับอาชีวศึกษา จำนวนผู้ว่างงานปรับตัวเพิ่มขึ้น 19.3% มัธยมปลายเพิ่มขึ้น 17.4% มัธยมต้นเพิ่มขึ้น 12.1% วิชาชีพขั้นสูงเพิ่มขึ้น 7.5%

ส่วนการว่างงานตามรายอายุพบว่า ช่วงอายุ 30-34 ปี, 40-49 ปี, 50-59 ปี และ 60 ปีขึ้นไป ที่การว่างงานปรับตัวลดลง ส่วนช่วงอายุ 35-39 ปี มีจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 1.7% อายุ 25-29 ปีเพิ่มขึ้น 2.1% และอายุ 20-24 ปี เพิ่มขึ้น 4.8%

“เรื่องสำคัญด้านแรงงาน คือ ต้องพัฒนาทักษะฝีมือด้านแรงงาน เพื่อจะทำให้แรงงานที่ยังมีทักษะต่ำกว่าเกณฑ์ ปรับตัวขึ้นมา มีทักษะที่สูงขึ้น โดยเฉพาะทักษะด้านดิจิทัล เพราะเป็นเรื่องสำคัญในอนาคต”

ทั้งนี้ ต้องพยายามปรับกลุ่มแรงงานที่มีทักษะปานกลางให้มีทักษะสูงขึ้น เพื่อให้ได้รับค่าจ้างที่สูงขึ้น ซึ่งกลุ่มดังกล่าวบางส่วนมีโอกาสถูกทดแทนด้วยเครื่องจักร หุ่นยนต์ และเทคโนโลยี

หนี้เสียสินเชื่อบ้านขยายตัวสูง

สำหรับหนี้ครัวเรือนไทย นายดนุชากล่าวว่า ตัวเลขล่าสุดในไตรมาส 4 ปี 2566 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3% โดยหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อยู่ที่ 91.3% มูลหนี้อยู่ที่ 16.36 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ดี หนี้ครัวเรือนเพิ่มในอัตราที่ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากธนาคารพาณิชย์มีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

“ภาพรวมหนี้ครัวเรือนที่เพิ่ม 3% ในส่วนสินเชื่อยานยนต์ปรับตัวลดลง 0.6% จะมีในส่วนสินเชื่อบัตรเครดิตที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างสูง จาก 1.9% เป็น 3.5%”

หากมองในแง่คุณภาพสินเชื่อจะพบว่า การขยายตัวของหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) รายวัตถุประสงค์ จะเห็นว่าในส่วนสินเชื่อที่อยู่อาศัยมีการขยายตัวค่อนข้างสูง จาก 2.4% เป็น 12.4% และบัตรเครดิต อยู่ที่ 17.5% ขยายตัวจาก 13.6% ส่วนเอ็นพีแอลสินเชื่อยานยนต์ปรับตัวลดลง จาก 27.3% เหลือ 12.7%

“ถ้าดูเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.88% ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 2.79% ซึ่งตรงนี้คงต้องเร่งเข้าไปช่วยดูแลปรับโครงสร้างหนี้ ส่วนสินเชื่อที่ต้องกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SML) ยังคงเป็นสินเชื่อยานยนต์ที่อยู่ระดับ 14.29% แม้ว่าแนวโน้มสินเชื่อจะปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า”

จี้แบงก์เร่งช่วยปรับโครงสร้างหนี้

นายดนุชากล่าวว่า ปัญหาเร่งด่วนที่ต้องเร่งเข้าไปแก้ไขก็คือ สินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะสินเชื่อบ้านที่มีวงเงินน้อยกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ปานกลาง และบ้านก็ถือว่าเป็นความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน ดังนั้นธนาคารพาณิชย์คงต้องเร่งเข้าไปแก้ไขปัญหาเพื่อให้กลุ่มเหล่านี้ยังมีบ้านอยู่ได้

“เรื่องบ้านเป็นเรื่องความมั่นคงจริง ๆ เพราะถ้าเขาไม่มีบ้านก็จะมีปัญหาอื่น ๆ ตามมา ฉะนั้นมาตรการที่ออกมาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2567 ที่มีการแก้ปัญหาลูกหนี้เรื้อรัง ธนาคารพาณิชย์ รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงต้องเร่งประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ที่มีข้อมูลลูกค้าอยู่แล้ว ดังนั้น แทนที่จะให้ลูกหนี้เดินเข้ามาก็อาจจะต้องเข้าไปหาลูกค้า และดึงมาเข้าโปรแกรมปรับโครงสร้างหนี้ และพยายามให้ปิดจบหนี้ให้ได้ภายใน 5 ปี” เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าว

“กสิกรไทย” รับปล่อยกู้ยากขึ้น

ด้าน นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กล่าวว่า ช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ สินเชื่อขยายตัวค่อนข้างน้อย สอดคล้องกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ที่คาดว่าจะขยายตัว 2.6% และการส่งออกที่จะขยายตัว 1.5% โดยแนวโน้มช่วงไตรมาสที่ 2 ยังมีกลุ่มที่ฟื้นตัวได้และไม่ได้ ตามลักษณะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแบบ K Shaped ทำให้ธนาคารมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ

“จะเห็นว่าเอ็นพีแอลของเราค่อนข้างทรงตัว ส่วนหนึ่งมาจากธนาคารได้ชะลอการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคลและไม่มีหลักประกันตั้งแต่ปีก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าใหม่และลูกค้าทั่วไป เพื่อควบคุมความเสี่ยง”

โดยปีนี้กสิกรไทยเน้นการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มลูกค้าเดิมที่รู้จักประวัติ เพื่อดูแลคุณภาพหนี้ โดยในส่วนของสินเชื่อที่มีหลักประกัน เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัย จะเน้นกลุ่มที่มีรายได้ 3 หมื่นบาทต่อเดือนขึ้นไป หรือราคาบ้านตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป เนื่องจากก่อนหน้านี้ธนาคารได้ลงไปเจาะตลาดกลุ่มราคา 2 ล้านบาท แต่ยังไม่มีความเชี่ยวชาญ จึงชะลอกลุ่มนี้ เช่นเดียวกับสินเชื่อส่วนบุคคลที่เน้นรายเดิมที่มีการเดินบัญชีหรือทำธุรกรรมการเงินกับธนาคารเป็นหลัก รวมถึงธุรกิจเอสเอ็มอีรายเดิม

ส่วนกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ คุณภาพสินเชื่อในปัจจุบันยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยเฉพาะ 50 บริษัทรายใหญ่ อันดับต้น ๆ ที่เป็นลูกค้าของธนาคารพบว่าคุณภาพการชำระหนี้ และผลประกอบการโดยรวมยังแข็งแกร่ง อย่างไรก็ดี การปล่อยสินเชื่อธนาคารยังปล่อยทุกกลุ่มอุตสาหกรรม แต่จะมีการเลือกการเติบโตและปล่อยสินเชื่อตามขนาดของยอดคำสั่งซื้อ หรือแผนการลงทุนของลูกค้าเป็นหลัก

“เศรษฐกิจแบบนี้ การส่งออกโตได้ไม่สูง และมีความเสี่ยงจากต่างประเทศ หนี้ครัวเรือนของเราอยู่ในเกณฑ์ที่มีความเสี่ยง สูงเกินไปจากระดับที่ไม่น่าเกิน 80% แต่ปัจจุบันอยู่ 90% สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ แบงก์จะปล่อยสินเชื่อได้ยากแล้ว และพื้นที่ที่จะปล่อยมันมีน้อยลง”

“ดังนั้น ปีนี้ธนาคารพาณิชย์โดยรวมประคองตัวได้ถือว่าดีแล้ว ส่วนการสำรองหนี้สงสัยจะสูญคาดว่าจะใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า” ซีอีโอธนาคารกสิกรไทยกล่าว