Skip to content

ทองคำยังไม่จบ “ขาขึ้น”-แนะขายใกล้จุดสูงสุดเดิม

17 ก.ค. 2567 | 17:39น.
ทองคำยังไม่จบ “ขาขึ้น”-แนะขายใกล้จุดสูงสุดเดิม

ทองคำช่วงที่เหลือของปี’67 ยังเป็นขาขึ้น “โกลเบล็ก” แนะหากเข้าใกล้ไฮเดิมให้ขายออก ขณะที่ “EIC” ชี้หากดอกเบี้ยสหรัฐปรับลง นักลงทุนจะหันมาลงทุนทองมากขึ้นหนุนราคา ฟาก “YLG” วิเคราะห์ 4 ปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ

นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โกลเบล็ก กล่าวว่า แนวโน้มราคาทองคำในช่วงที่เหลือของปี 2567 นี้ ในภาพใหญ่ยังเป็นขาขึ้น เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มที่จะลดดอกเบี้ย ซึ่งตลาดคาดการณ์กันว่า จะลด 3 ครั้ง อย่างไรก็ดี ช่วงนี้ทองคำรับข่าวดีไปค่อนข้างมากแล้ว ดังนั้น หากราคาเข้าใกล้จุดสูงสุดเดิม ทางโกลเบล็กแนะนำให้นักลงทุนขายออกมากกว่าซื้อ

ณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์
ณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์

ทั้งนี้ มองกรอบราคาทองคำในช่วงที่เหลือของปีที่ 2,350-2,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนทองในประเทศ มองที่ 40,000-42,500 บาท

“ตอนนี้มองว่าทองรับข่าวดีไปค่อนข้างมากแล้ว เว้นแต่ว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ จะชนะเลือกตั้งสหรัฐ หรือเกิดสงครามปะทุขึ้นอีก ราคาถึงจะพุ่งแรง แต่ภาพรวมราคาทองยังเป็นขาขึ้น” นายณัฐวุฒิกล่าว

ขณะที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า การผลิตทองคำโดยรวมทั้งโลกยังมีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างจำกัด และยังต้องจับตาหลายปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาทองคำมีความผันผวน และมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ ขณะที่เฟดมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงไตรมาส 3-4 ของปี 2567 นี้ โดยผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงจะส่งผลให้นักลงทุนหันมาลงทุนในทองคำมากขึ้น จะส่งผลให้ราคาทองคำโลกมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า ราคาทองคำในตลาดโลกยังเคลื่อนไหวทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่โซน 2,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ เข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 2,450 ดอลลาร์

โดยในระยะสั้น ทองคำต่างประเทศ มองแนวรับที่ระดับ 2,393-2,376 ดอลลาร์ และแนวต้าน 2,432-2,450 ดอลลาร์ ซึ่งใกล้เคียงกับระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนทองคำในประเทศ 96.5% แนวรับที่โซน 41,000-40,700 บาทต่อบาททองคำ และแนวต้านโซน 41,700-42,000 บาทต่อบาททองคำ

ทั้งนี้ การกลับมาเคลื่อนไหวในระดับสูงของราคาทองในช่วงนี้ มาจากปัจจัยหลัก ๆ 4 ด้าน ได้แก่ 1.ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ชะลอตัว 2.ความกังวลต่อสถานการณ์การเลือกตั้งสหรัฐที่จะมีขึ้นปลายปีนี้ 3.การเข้าซื้อของธนาคารกลางทั่วโลก ที่หลายประเทศยังเดินหน้าซื้ออย่างต่อเนื่อง เช่น ตุรกี เป็นต้น แม้ว่าธนาคารกลางจีนจะหยุดทำการซื้อหลังจากซื้อต่อเนื่องมา 18 เดือน 4.การเคลื่อนไหวของกลุ่ม BRICS เกี่ยวกับกระแส De-Dollarization ที่มีความชัดเจนมากขึ้น

“นักลงทุนที่ต้องการลงทุนในช่วงนี้ วายแอลจีแนะนำเน้นการเก็งกำไรในระยะสั้น เนื่องจากราคาที่เคลื่อนไหวในระดับสูง และความผันผวนที่เพิ่มขึ้น” นางพวรรณ์กล่าว