Career Cushion กลยุทธ์เพิ่มโอกาสได้งานใหม่ รองรับความเสี่ยงหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน หรือใช้เป็นวิธีหางานที่ถูกใจ ผลสำรวจ “โรเบิร์ต วอลเทอร์ส” ระบุ พนักงานในไทยมากกว่า 3 ใน 4 ใช้แนวทางนี้
ท่ามการเศรษฐกิจถดถอยทำให้คนทำงานในหลายอุตสาหกรรมรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนเชือก เพราะในแต่ละก้าวมักมีแรงกดดัน ทั้งความเสี่ยงจากการปรับโครงสร้างองค์กร การลดต้นทุนพนักงาน การที่ต้องก้าวให้ทันกับทักษะที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และความซับซ้อนของการเมืองในที่ทำงาน
จึงเกิดแนวโน้ม Career Cushion ที่คนทำงานใช้เพื่อรองรับความเสี่ยง เพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น การเลิกจ้าง การปิดกิจการ หรือความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนงานเพื่อเงินเดือนเพิ่ม ก็จะมีงานใหม่รองรับทันที โดย Career Cushion มีหลากหลายวิธี เป็นการเข้าหาโอกาสงานใหม่ ๆ สำรองไว้ขณะที่ยังทำงานกับนายจ้างปัจจุบัน
Career Cushion มีวิธีอะไรบ้าง
1. พัฒนาทักษะ
ทักษะใหม่ ๆ ไม่เพียงแต่ทำให้ตัวเรามีค่ามากขึ้นสำหรับงานปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังอาจดึงดูดนายจ้างในอนาคตได้อีกด้วย
2. ขยายเครือข่าย (Network)
การสร้างเครือข่ายเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับการเติบโตในอาชีพมาแต่ไหนแต่ไร เช่น ไปงานประชุมและงานสัมมนาบ่อย ๆ เพื่อพบปะเชื่อมต่อกับผู้คนใหม่ๆ และรักษาความสัมพันธ์เหล่านั้นไว้
3. อัปเดตเรซูเม่อยู่เสมอ
เตรียมประวัติย่อให้พร้อมและอัปเดตข้อมูลใหม่ ๆ เสมอ
4. ติดตามตลาดงาน
จัดสรรเวลาในแต่ละสัปดาห์เพื่อเรียกดูเว็บไซต์หางานและเว็บไซต์ของบริษัทต่าง ๆ แม้ว่าคุณจะพอใจกับตำแหน่งงานปัจจุบันอยู่ แต่การทำความเข้าใจเกี่ยวกับตำแหน่งงานต่าง ๆ ในตลาดก็เป็นเรื่องดี
5. พูดคุยกับที่ปรึกษาหรือโค้ชด้านอาชีพ
เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความก้าวหน้าในอาชีพ และกลยุทธ์ที่เหมาะกับเป้าหมายและแรงบันดาลใจด้านอาชีพด้วย
เปิดผลสำรวจในไทย
โรเบิร์ต วอลเทอร์ส บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดหางาน เปิดผลสำรวจเกี่ยวกั
- วัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ตอบโจทย์ (55%)
- ความพึงพอใจในการทำงานต่ำ (20%)
- ความไม่มั่นคงในงาน (16%)
พัฒนาทักษะอยู่เสมอ
ผลสำรวจระบุถึงแนวโน้มการหางานใหม่ในประเทศไทย ดังนี้
- พนักงานมากกว่า 3 ใน 4 กำลังมองหาแผนสำรองในอาชีพการงาน
- 78% ของพนักงานได้เริ่มต้นหรือกำลังวางแผนหางานใหม่ในปีนี้
- 62% ของพนักงานมั่นใจว่าการเตรียมตัวเพื่อยกระดับความสามารถของตัวเองจะช่วยให้พวกเขาได้งานใหม่เร็วขึ้น
เมื่อ 62% ของพนักงานเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าการเตรียมตัวเพื่อยกระดับความสามารถของตัวเองจะช่วยให้ได้งานใหม่เร็วขึ้น กลยุทธ์การเตรียมตัวเพื่อยกระดับความสามารถที่เป็นที่นิยม ได้แก่
- การพัฒนาทักษะ/การฝึกอบรม (33%)
- การทำอาชีพเสริมควบคู่กับงานประจำ (17%)
- การขอคำปรึกษาจากโค้ชด้านอาชีพ (6%)
“วรัปสร พงษ์ศิริบัญญัติ” ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน กฎหมาย และ เทคโนโลยีและทรานส์ฟอร์เมชั่น โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ประเทศไทย กล่าวว่า การพัฒนาและยกระดับทักษะในปัจจุบันไม่เพียงแต่จะช่วยด้านการพัฒนาตนเองและการเติบโตทางอาชีพ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการเรียนรู้ การเปิดรับแนวคิดใหม่ ๆ และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง เป็นทั้งการต่อยอดทักษะปัจจุบันและการแสวงหาทักษะใหม่ ซึ่งทำให้การเตรียมตัวเพื่อยกระดับความสามารถเป็นแนวคิดที่น่าสนใจและตอบโจทย์ในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง”
“การพัฒนาทักษะและความสามารถไม่เพียงแต่สร้างความมั่นใจให้กับตนเองแต่ยังเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับองค์กร ทำให้ตนเองเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญสำหรับองค์กร ส่งผลให้พนักงานมีความรู้สึกมั่นคงในงานรวมถึงความภาคภูมิใจงาน ซึ่งส่งผลดีต่อขวัญและกำลังใจโดยรวม”
องค์กรต้องพัฒนาคนและดึงดูดคนไปพร้อมกัน
บริษัทส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการให้พนักงานเตรียมตัวเพื่อยกระดับความสามารถ ซึ่งมากกว่า 50% ของบริษัทมองว่ามันเป็นหนึ่งในแนวทางที่พนักงานจะแสวงหาความก้าวหน้าทางอาชีพ ในขณะที่ 35% เชื่อว่าจะกระตุ้นให้เกิดแนวคิดใหม่ในบริษัท
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบริษัทจะให้การสนับสนุนแนวทางนี้ แต่บริษัทยังจำเป็นต้องมุ่งเน้นการรักษาพนักงานให้อยู่กับบริษัท เพื่อลดโอกาสที่พวกเขาจะลาออกไปเริ่มงานใหม่ ซึ่งทำได้โดยการสื่อสารแนวทางที่ชัดเจนแก่พนักงาน ประเมินผลการทำงานอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการให้ฟีดแบคเชิงสร้างสรรค์ และลงทุนในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้พนักงานมีทักษะที่พร้อม
“วรัปสร” กล่าวสรุปว่า ด้วยแรงสนับสนุนและการเตรียมพร้อมจากองค์กร การเตรียมตัวเพื่อยกระดับความสามารถของตัวเองมีผลกระทบสำคัญต่อการรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กร โดยการเสริมสร้างทักษะ ความรู้ และประสบการณ์ที่พนักงานต้องการ เพื่อให้เป้าหมายที่ตั้งไว้สำเร็จ องค์กรต้องรับรู้แนวโน้มและทิศทางในอุตสาหกรรม และให้การฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องแก่พนักงาน
กลยุทธ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสนับสนุนโอกาสทางอาชีพแก่พนักงาน แต่ยังให้ประโยชน์ทั้งพนักงานและนายจ้างเช่นเดียวกัน