Skip to content

ค่าเงินบาทปรับตัวผันผวนในกรอบ ขณะตลาดยังตาม Trade War ใกล้ชิด

30 พ.ค. 2568 | 19:04น.
ค่าเงินบาทปรับตัวผันผวนในกรอบ ขณะตลาดยังตาม Trade War ใกล้ชิด

ค่าเงินบาทปรับตัวผันผวนในกรอบ ขณะตลาดยังตาม Trade War ใกล้ชิด

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (26/5) ที่ระดับ 32.47/48 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (23/5) ที่ระดับ 32.58/59 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากเมื่อวันศุกร์ (23/5) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ประกาศยกระดับสงครามการค้าด้วยการเสนอให้สหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหภาพยุโรป (EU) ในอัตรา 50% โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2568 เนื่องจากการเจรจาการค้ายังคงไม่มีความคืบหน้า

ทว่าในเวลาต่อมาได้มีการประกาศเลื่อนกำหนดการเรียกเก็บภาษีนำเข้าออกไปเป็นวันที่ 9 ก.ค. 2568 หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เจรจากับนางเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC)

นอกจากนี้ เมื่อวันศุกร์ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวย้ำถึงจุดยืนของสหรัฐที่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 25% กับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่ผลิตนอกสหรัฐ เช่น Apple และ Samsung รวมถึงผู้ผลิตรายอื่น ๆ หากยังคงผลิตสมาร์ทโฟนนอกสหรัฐ โดยยืนยันว่าแผนการเก็บภาษีนี้จะบังคับใช้กับบริษัทเทคโนโลยีจากต่างชาติอย่างเท่าเทียม ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนครั้งใหม่เกี่ยวกับสงครามการค้าโลก ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ (23/5) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ในเดือน เม.ย. ยอดขายบ้านใหม่ในสหรัฐพุ่งขึ้น 10.9% สู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี แตะระดับ 743,000 ยูนิต เนื่องจากผู้ขายลดราคาเพื่อดึงดูดผู้ซื้อ แต่ตลาดยังคงเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงติดตามดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เมื่อเดือน เม.ย.ของสหรัฐที่จะมีการเปิดเผยในวันศุกร์นี้ รวมถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ และประเทศคู่ค้าและถ้อยแถลงของบรรดาประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขาต่าง ๆ

สำหรับในช่วงกลางสัปดาห์ มีการเปิดเผย ผลสำรวจ Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวขึ้น 12.3 จุด สู่ระดับ 98.0 ในเดือน พ.ค. จากระดับ 85.7 ในเดือน เม.ย. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 86.0 โดยความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้แรงหนุนจากการที่สหรัฐและจีนสามารถบรรลุข้อตกลงชั่วคราวในการปรับลดอัตราภาษีศุลกากร ส่งผลให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการทำสงครามการค้าระหว่างประเทศทั้งสอง ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลก

อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ เช่น เครื่องบิน รถยนต์ และเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ลดลง 6.3% ในเดือน เม.ย. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 7.6% หลังจากเพิ่มขึ้น 7.6% ในเดือน มี.ค. ส่วนยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนพื้นฐาน ซึ่งเป็นคำสั่งซื้อสินค้าทุนที่ไม่รวมเครื่องบิน และสินค้าด้านอาวุธโดยเป็นสิ่งบ่งชี้แผนการใช้จ่ายของภาคธุรกิจ ลดลง 1.3% ในเดือน เม.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือน มี.ค.

สำหรับความเคลื่อนไหวในเรื่องของสงครามการค้า ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ ในนิวยอร์กมีคำสั่งในวันพุธ (28 พ.ค.) ให้ระงับใช้มาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยศาลตัดสินว่า ปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตด้วยการกำหนดภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศที่ขายสินค้าให้กับสหรัฐ มากกว่าที่ซื้อจากสหรัฐ

คำตัดสินของศาลการค้าระหว่างประเทศมีขึ้นหลังจากมีการยื่นฟ้องร้องหลายคดีที่โต้แย้งว่า ปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการกำหนดภาษีนำเข้าเป็นวงกว้าง

ทั้งนี้ ศาลการค้าระหว่างประเทศซึ่งตั้งอยู่ในแมนฮัตตันของนิวยอร์กระบุว่า รัฐธรรมนูญสหรัฐให้อำนาจเฉพาะแก่รัฐสภาในการกำหนดกฎเกณฑ์ด้านการค้ากับประเทศอื่น ๆ ซึ่งไม่สามารถถูกแทนที่ได้ด้วยอำนาจฉุกเฉินของประธานาธิบดีในการปกป้องเศรษฐกิจของประเทศ “ศาลไม่ได้ตัดสินว่าการใช้ภาษีของประธานาธิบดีเป็นเรื่องฉลาดหรือได้ผลหรือไม่

แต่การใช้นั้นไม่สามารถกระทำได้ ไม่ใช่เพราะมันไม่ฉลาดหรือไม่ได้ผล แต่เพราะกฎหมายของรัฐบาลกลางไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น” คณะผู้พิพากษา 3 คนระบุคำตัดสิน รายงานระบุว่า หลังจากมีคำตัดสินดังกล่าว ฝ่ายบริหารของทรัมป์ก็ยื่นได้อุทธรณ์ในไม่กี่นาทีต่อมา

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้มีหนังสือแจ้งว่า กระทรวงการคลังได้เสนอเรื่องแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบวงเงิน157,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินการโดยขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอความเห็นในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยด่วนนั้น

โดยล่าสุด นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ทำหนังสือเสนอความเห็นส่งกลับมายังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี โดยมีสาระสำคัญว่า ธปท.เห็นด้วยกับการทบทวนแผนการใช้งบประมาณให้สอดรับกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ทันท่วงที และไม่ขัดข้องกับหลักการของแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มผลิตภาพการผลิต และการรักษาระดับการจ้างงาน โดยเฉพาะในภาคการผลิตและการส่งออก ที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า และการประกาศนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (reciprocal tariff) ของประเทศมหาอำนาจ

ทั้งนี้ ธปท.เห็นว่าควรให้น้ำหนักกับการบรรเทาผลกระทบ และสนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจมากขึ้นด้วย โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.40-32.80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (30/5) ที่ระดับ 32.83/85 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (26/5) ที่ระดับ 1.1397/98 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (23/5) ที่ระดับ 1.1312/14 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร เมื่อวันศุกร์ (23/5) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ประกาศปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของอิตาลีเป็นบวก โดยยังคงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ระดับ Baa3 สะท้อนถึงความมั่นใจต่อทิศทางการบริหารนโยบายการคลังและการเมืองของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

อีกทั้งบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Standard and Poor’s (S&P) ปรับอันดับความน่าเชื่อถือของอิตาลีจาก BBB เป็น BBB+ โดยได้รับแรงหนุนจากภาะตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง รวมถึงฐานะทางการเมืองที่มั่นคงของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ระบบธนาคารของอิตาลีที่อยู่ในสถานะที่มั่นคงส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

นอกจากนี้มีการเปิดเผยผลสำรวจรายเดือนที่จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลีบ่งชี้ว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคของอิตาลีขยายตัวสู่ระดับ 96.5 จุดในเดือน พ.ค. สูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 93.0 และเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 92.7 โดยตลาดยุโรปมีการซื้อขายกันอย่างเบาบางเนื่องจากสถาบันการเงินในหลายประเทศหยุดทำการเนื่องในวันฉลองพระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1220-1.1377 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (30/5) ที่ระดับ 1.1330/32 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (26/5) ที่ระดับ 142.53/55 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (23/5) ที่ระดับ 143.43/45 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันศุกร์ (23/5) กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่นเปิดเผยว่าดัชนีผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมอาหารสดเพิ่มขึ้น 3.5% ในเดือน เม.ย. เมื่อเทียบรายปี แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2566 เนื่องจากต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้นหลังรัฐบาลลดเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค

ส่วนดัชนี core-core CPI ซึ่งไม่นับรวมราคาพลังงานและอาหารสดเพิ่มขึ้น 3% ในเดือน เม.ย. เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยตัวเลขเงินเฟื้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ 2% ส่งผลให้ตลาดคาดว่า BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งภายในสิ้นปีนี้

นอกจากนี้นักลงทุนเข้าซื้อเงินเยนท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังคุณคาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการ BOJ ได้กล่าวในการประชุมวันนี้ (27/5) ว่า ราคาอาหารที่พุ่งขึ้นอาจผลักดันให้เงินเฟ้อที่แท้จริง (Underlying Inflation) ขยับสูงขึ้นไปอีก จากที่ปัจจุบันก็เข้าใกล้เป้าหมาย 2% อยู่แล้ว ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า BOJ พร้อมเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง

โดย BOJ ได้มีจัดการประชุมประจำปีร่วมกับสถาบันวิจัยในเครือเป็นเวลา 2 วัน เริ่มตั้งแต่วันนี้ (27/5) ที่สำนักงานใหญ่กรุงโตเกียว โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากเฟด ECB ธนาคารกลางแคนาดา และธนาคารกลางออสเตรเลีย รวมถึงนักวิชาการจากภูมิภาคเอเซียและยุโรปเข้าร่วม ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญระดับโลก คล้ายกับการประชุมประจำปีของเฟดที่แจ็กสันโฮลในสหรัฐ

นอกจากนี้นักลงทุนยังรอจับตาการเจรจารอบที่ 4 ระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐ เกี่ยวกับมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ที่กรุงวอชิงตันในวันศุกร์นี้ (30/5) ทั้งนี้ ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 142.78-145.51 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (23/5) ที่ระดับ 143.43/45 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ