Skip to content

ยกระดับศักยภาพคนไทย ด้วยการใช้ข้อมูลเชิงลึก

05 มิ.ย. 2568 | 08:14น.
ยกระดับศักยภาพคนไทย ด้วยการใช้ข้อมูลเชิงลึก
คอลัมน์ : ร่วมด้วยช่วยคิด
ผู้เขียน : สิริวัน ร่มฉัตรทอง เลขาธิการสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย, 
ดร.นครินทร์ อมเรศ รองผู้อำนวยการ ธนาคารแห่งประเทศไทย

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางเศรษฐกิจการเงินโลก โดยเฉพาะจากนโยบายการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก ที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการค้าโลกในระยะสั้นและระยะยาว ไทยในฐานะประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดเล็กและเปิดกว้าง ซึ่งต้องพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศมาก จึงมีความเสี่ยงที่ผลลบในภาพมหภาคจะส่งต่อไปที่การจ้างงาน ที่จะเป็นการซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานไทยที่มีอยู่เดิม

ทั้งการก้าวเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัย การขาดแคลนแรงงานทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ตลอดจนปัญหาทักษะของแรงงานไม่ตรงกับความต้องการของตลาด บทความนี้จึงขอร่วมแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อยกระดับศักยภาพของคนไทยในการรับมือกับแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจและการเงินโลก ภายใต้กรอบคิด 3 ประการ ของกลไกการปรับโครงสร้างตลาดแรงงานไทย ดังนี้

1.โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลเชิงลึก : พัฒนาการทางเทคโนโลยีด้านข้อมูลและกฎเกณฑ์กติกาที่เกี่ยวข้องของไทยมีความก้าวหน้าไปมากในทศวรรษที่ผ่านมา เริ่มจากการที่ระบบการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลมีการใช้งานแพร่หลายในวงกว้าง

ควบคู่ไปกับ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในเดือน มิ.ย. 2565 ได้สร้างบรรทัดฐานและกำหนดแนวปฏิบัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไว้อย่างครอบคลุม ความพร้อมด้านกฎหมายดังกล่าวมีส่วนสนับสนุนให้การจัดเก็บและการใช้งานข้อมูลส่วนบุคคลเป็นไปอย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ ภาครัฐประสบความสำเร็จในการขึ้นทะเบียนข้อมูลขอรับสวัสดิการและการรับสิทธิประโยชน์ ผ่านโครงการสนับสนุนในช่วงโควิด-19 ที่จ่ายตรงไปยังผู้รับทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ

ฐานข้อมูลทะเบียนต่าง ๆ ที่ภาครัฐได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับและจัดเก็บไว้ จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์สนับสนุนการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐในการส่งผ่านเม็ดเงิน ตลอดจนสามารถนำมาประยุกต์ต่อยอดให้เกิดการใช้ประโยชน์

ดังตัวอย่างการทำงานด้านข้อมูลของ CU-ColLar (หน่วยปฏิบัติการวิจัยและประสานงานเพื่อการวิจัยแรงงานแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) จากความร่วมมือของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกระทรวงแรงงาน ในการพัฒนาการวิจัยด้านแรงงาน เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานไทย ซึ่งผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมของ CU-ColLar คือการจัดตั้งห้องปฏิบัติการด้านข้อมูลร่วมกับกระทรวงแรงงาน เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยเข้าถึงข้อมูลตลาดแรงงาน เพื่อการศึกษาวิจัย

โดยสามารถใช้งานข้อมูลเชิงลึก จากฐานข้อมูลของกระทรวงแรงงานที่มีความครอบคลุมทั้งในมิติการจัดหางาน สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน การพัฒนาฝีมือแรงงาน ตลอดจนการติดตามสถานการณ์แรงงานในระบบและนอกระบบประกันสังคม

2.ปัจจัยด้านสถาบันในการสร้างความร่วมมือ : โครงสร้างการจัดเก็บข้อมูลที่มีการพัฒนาอย่างแยกส่วน ตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน อาจก่อให้เกิดข้อจำกัดในการบริหารจัดการข้อมูลแบบองค์รวม จึงต้องสร้างปัจจัยด้านสถาบันที่จะเอื้อให้ผู้ดำเนินนโยบายมีกลไกความร่วมมือ ผ่านการมีเป้าหมายร่วม แบ่งบทบาทหน้าที่

โดยมีความรับผิดชอบต่อเป้าหมายร่วมอย่างชัดเจน ดังตัวอย่างความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงานในแพลตฟอร์ม e-Workforce Ecosystem (EWE) ของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ซึ่งได้สร้างความร่วมมือด้านวิชาการและข้อมูลกับกรมการจัดหางาน สำนักงานประกันสังคม และสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษาฯ เพื่อติดตามสถานการณ์การมีงานทำของผู้ใช้บริการแพลตฟอร์ม EWE กว่าสองแสนราย ในช่วงโควิด-19 ซึ่งนำไปใช้ออกแบบมาตรการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างตรงจุด

อาทิ การแบ่งกลุ่มคนที่ยังมีงานทำ แต่อยู่ในกลุ่มงานที่มีความเสี่ยง กลุ่มที่ไม่มีงานทำ แต่มีทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาด หรือกลุ่มที่ไม่มีงานทำและมีทักษะไม่ตรงกับความต้องการ ซึ่งการจัดแบ่งกลุ่มดังกล่าวทำให้ผู้ดำเนินนโยบายสามารถดำเนินการช่วยเหลือเชิงรุกให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละคน

หากคิดต่อยอดจากกรณีศึกษาดังกล่าว การจัดสรรให้คนไทยมีโอกาสเข้าถึงการพัฒนาทักษะที่เหมาะสมกับพื้นฐานของตนเอง โดยได้รับทราบถึงสถานะของประสบการณ์และทักษะความสามารถของตน เทียบเคียงกับข้อมูลในตลาดแรงงาน

ในขณะที่เปิดให้ผู้ให้บริการพัฒนาทักษะทั้งในภาคการศึกษาของรัฐและเอกชน รวมถึงการที่ผู้พัฒนาหลักสูตรมืออาชีพทั้งในและต่างประเทศได้เข้าถึงข้อมูลและสถานการณ์ของตลาดแรงงานไทย จะเป็นการเชื่อมโยงให้ “ตลาดการพัฒนาทักษะแรงงาน” เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นกลไกขับเคลื่อนแรงงานไทยให้มีศักยภาพและความสามารถที่ตรงความต้องการของตลาด

3.นโยบายสร้างแรงจูงใจแบบมุ่งผลสำเร็จ : การใช้งานข้อมูลเชิงลึกภายใต้ความร่วมมือของแต่ละภาคส่วนยังไม่เพียงพอที่จะยกระดับศักยภาพคนไทย การจัดลำดับความสำคัญของกลุ่มเป้าหมายเพื่อจัดสรรทรัพยากรได้ตรงจุดและคุ้มค่าจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด “การสร้างแรงจูงใจ” ให้กับแรงงาน ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาครัฐจะต้องคำนึงถึงการมุ่งความสำเร็จ

และมีการกำหนดแผนปฏิบัติการรองรับในแต่ละขั้นตอนเป็นลำดับ ต้องอาศัยทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล และการร่วมมือภายใต้บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบที่ชัดเจน และยังต้องคำนึงถึงโครงสร้างของตลาดที่จะรองรับและขับเคลื่อนกระบวนการในทางปฏิบัติ

การเปิดให้แต่ละภาคส่วนเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกภายใต้กรอบธรรมาภิบาลด้านข้อมูลที่รัดกุม จึงเป็นกุญแจดอกสำคัญในการไขไปสู่การยกระดับการพัฒนาศักยภาพคนไทย ผ่านนโยบายสร้างแรงจูงใจที่ไม่ต้องใช้เม็ดเงินงบประมาณภาครัฐ แต่เปิดให้ผู้มีส่วนร่วมทั้งภาคเอกชนและภาควิชาการสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลเชิงลึก เพื่อตอบโจทย์ในการพัฒนาประเทศร่วมกัน

ซึ่งการใช้ข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงจะทำให้แต่ละภาคส่วนเกิดความเข้าใจต่อบริบทของตลาดแรงงานไทย แต่จะทำให้สังคมสามารถติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานผ่านตัวชี้วัดของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่ละราย ซึ่งจะนำไปสู่การทบทวนแรงจูงใจและการสนับสนุนที่เหมาะสมได้

สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการค้าและการเงินโลกจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านลบต่อเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาภาคการต่างประเทศมาก การใช้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อยกระดับศักยภาพคนไทยจึงเป็นทั้ง “ทางออก” ที่จะช่วยแก้ปัญหาตลาดแรงงานในยามเศรษฐกิจไม่สดใส และเป็นทั้ง “โอกาส” ให้ประเทศไทยเดินหน้ายกระดับผลิตภาพแรงงาน อันจะเป็นการขับเคลื่อนผลิตภาพทางเศรษฐกิจ ตลอดจนสร้างการเติบโตให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืนในที่สุด

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด