ณัฐวุฒิแสดงทรรศนะเรื่องนโยบายประชานิยม “moral hazard” ที่มีผลต่อแรงจูงใจและพฤติกรรมของผู้คน
นายณัฐวุฒิ เผ่าทวี นักเศรษฐศาสตร์ความสุขและศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมศาสตร์ แสดงความคิดเห็น เรื่อง “moral hazard” การถูกใช้ในนโยบายภาครัฐและระบบราชการ จนมีผลต่อแรงจูงใจและพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้คน โดยคำแนะนำก็คือ ไม่ใช่แค่ให้ แต่ต้องให้ในลักษณะที่รักษาแรงจูงใจในการรับผิดชอบของแต่ละคนไว้ได้ด้วย
เขาระบุผ่านเฟซบุ๊กทั้งหมดดังนี้
ปัญหาที่แท้จริงของนโยบายประชานิยม…อาจไม่ใช่แค่ว่ามันเปลืองงบประมาณ แต่คือมันบิดเบือนแรงจูงใจของคนทั้งประเทศ
ผมเคยได้ยินคำว่า “moral hazard” เป็นครั้งแรกในคลาส microeconomics ตอนเรียนปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ที่ University of Warwick เมื่อปี 2000 ตอนนั้นอาจารย์-ซึ่งผมจำไม่ได้แล้วว่าเป็นอาจารย์ท่านไหนที่สอนผมในตอนนั้น-เล่าให้ฟังถึงพฤติกรรมของคนที่ซื้อประกันรถยนต์แบบเต็มรูปแบบ ว่าคนเหล่านี้อาจจะขับรถประมาทขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะรู้ว่าหากเกิดอุบัติเหตุ บริษัทประกันจะเป็นฝ่ายรับผิดชอบค่าเสียหาย ไม่ใช่ตัวเอง
ผมพอจำได้ว่าตอนที่ผมกำลังฟังในห้องเรียนตอนนั้น มันดูเหมือนจะเป็นแนวคิดที่ใช้ได้กับพฤติกรรมเฉพาะกลุ่มเท่านั้น เช่น คนขับรถ หรือบริษัทประกันภัย แต่พอเวลาผ่านไป และผมได้เห็นวิธีที่นโยบายสาธารณะจำนวนมากถูกออกแบบและถูกนำเสนอในสังคมไทย ผมก็เริ่มเห็นว่า “moral hazard” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตลาดประกัน แต่มันอยู่ในนโยบายของรัฐ ในระบบราชการ และในพฤติกรรมของผู้มีอำนาจที่ส่งผลต่อแรงจูงใจของคนทั้งประเทศโดยไม่รู้ตัว
แน่นอนครับว่าในสังคมที่ความเหลื่อมล้ำสูงและโอกาสไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียมกัน การที่รัฐออกนโยบายช่วยเหลือประชาชน เช่น การพักหนี้ ล้างหนี้ จำนำข้าว แจกเงินสด หรือปล่อยกู้แบบดอกเบี้ยต่ำโดยไม่ต้องมีหลักประกัน เป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจได้ เพราะว่านโยบาย populist เหล่านี้มันคือความพยายามที่จะเยียวยาผู้คนที่กำลังลำบากในระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วงที่ชีวิตของใครหลายคนตกอยู่ในภาวะที่ตัวเองแทบจะไม่มีอำนาจต่อรองใด ๆ กับระบบ ในแง่นี้ ผมเองก็เห็นด้วยว่ารัฐมีหน้าที่ในการบรรเทาทุกข์ให้กับผู้ที่เปราะบาง และไม่ควรปล่อยให้กลไกตลาดเป็นผู้ตัดสินว่าใครสมควรอยู่หรือไป
แต่ในขณะเดียวกัน หากเราหยุดพิจารณาอยู่แค่เพียงเรื่อง “เจตนาดี” โดยไม่ตั้งคำถามว่า นโยบายแบบนี้กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมของคนทั้งระบบหรือไม่ เราอาจกำลังหลับตาให้กับต้นตอของปัญหาที่ลึกกว่านั้น
เพราะทุกครั้งที่รัฐส่งสัญญาณว่า “คุณสามารถกู้เงิน ใช้เงิน หรือเลี่ยงความรับผิดชอบไปก่อนได้ แล้วเดี๋ยวรัฐจะมาช่วยในตอนหลัง” พฤติกรรมของผู้คนก็จะเริ่มเปลี่ยน แรงจูงใจที่จะวางแผนทางการเงินอย่างมีวินัยจะค่อย ๆ ลดลง การเลือกที่จะ “เสี่ยง” กลับกลายเป็นทางเลือกที่ดูสมเหตุสมผล และเมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดซ้ำ ๆ มันจะค่อย ๆ ฝังรากลึกเป็นวัฒนธรรมเชิงพฤติกรรมที่ทำให้ “ความรับผิดชอบ” กลายเป็นสิ่งที่ดูไม่คุ้มค่าเท่ากับ “ความสามารถในการใช้ประโยชน์จากนโยบายรัฐ”
สิ่งที่น่าคิดคือ หลายประเทศก็เผชิญกับความท้าทายคล้าย ๆ กัน แต่บางแห่งสามารถออกแบบนโยบายที่ช่วยโดยไม่ส่งเสริม moral hazard ได้อย่างชาญฉลาด เช่น
บราซิล ที่ให้เงินช่วยเหลือคนจนผ่านโครงการ Bolsa Família โดยมีเงื่อนไขว่าครอบครัวต้องส่งลูกไปโรงเรียนและพาไปฉีดวัคซีนครบ
สิงคโปร์ ที่ใช้ระบบ workfare โดยช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ “ทำงานจริง” เท่านั้น ไม่ใช่แค่รายได้น้อยเฉย ๆ แม้แต่ในประเทศไทยเองก็เริ่มมีแนวคิดในลักษณะนี้ เช่น การจ่ายเงินช่วยเหลือที่ผูกกับการฝึกอาชีพหรือกิจกรรมชุมชนในบางพื้นที่
ประเด็นสำคัญคือ ไม่ใช่แค่ให้ แต่ต้องให้ในลักษณะที่รักษาแรงจูงใจในการรับผิดชอบของแต่ละคนไว้ได้ด้วย
เพราะเมื่อระบบเริ่มให้รางวัลกับพฤติกรรมที่ไม่รับผิดชอบมากกว่าพฤติกรรมที่มีวินัย
เราก็อาจกำลังเปลี่ยนทิศทางของประเทศโดยไม่รู้ตัว
หากเราจริงจังกับการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน บางทีเราควรเริ่มจากการตั้งคำถามว่า
“นโยบายนี้ช่วยคนได้กี่คน ?”
อาจไม่สำคัญเท่ากับ
“นโยบายนี้กำลังเปลี่ยนแรงจูงใจของผู้คนอย่างไร ?”
เพราะสุดท้าย ปัญหาของนโยบายประชานิยม อาจไม่ใช่แค่ว่ามันใช้เงินเยอะ แต่อยู่ที่ว่ามันกำลังทำให้สังคมค่อย ๆ เลิกเชื่อในคุณค่าของความรับผิดชอบโดยไม่รู้ตัวอยู่หรือเปล่า