เปิดรายงาน กนง. ห่วง SMEs หนี้เสียพุ่ง-เข้าถึงสินเชื่อยาก คาดปี’69 เศรษฐกิจโตต่ำ
ธปท. เปิดรายงาน กนง. ประเมินเศรษฐกิจปี’68-69 ขยายตัวใกล้เคียงที่คาดไว้ คาดครึ่งปีหลังเศรษฐกิจชะลอตัวจากนโยบายภาษีสหรัฐ ชี้ปี’69 เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ห่วงธุรกิจเอสเอ็มอีถูกซ้ำเติมมีความท้าทายหลายด้าน หลังสินเชื่อปรับด้อยลง-เข้าถึงสินเชื่อยากขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ฉบับย่อ ครั้งที่ 4/2568 วันที่ 8 สิงหาคม และ 13 สิงหาคม 2568 ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 และ 2569 ขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ เศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ขยายตัวดีจากการส่งออกสินค้าและการผลิต มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอลงจากช่วงครึ่งแรกของปีจากผลกระทบของมาตรการภาษีของสหรัฐ ซึ่งจะซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะใกล้ที่ลดลง ทำให้เศรษฐกิจ บางภาคส่วนมีความเปราะบางมากขึ้นโดยเฉพาะ SMEs
โดยเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยการส่งออกสินค้ายังได้รับแรงส่ง จากการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ตามวัฏจักรสินค้าเทคโนโลยี และการเร่งส่งออกสินค้าไปสหรัฐ ก่อนที่มาตรการภาษีแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) มีผลบังคับใช้ รวมถึงการส่งออกสินค้า ที่ขยายตัวดีข้างต้นส่งผลบวกไปยังภาคการผลิตที่เกี่ยวข้อง
มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 และขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพในปี 2569 โดย
1.ภาคการส่งออกมีแนวโน้มชะลอลงจากผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ของมาตรการภาษีสหรัฐ รวมทั้งผลจากการเร่งส่งออกในช่วงครึ่งปีแรก แม้ว่าอัตราภาษี Reciprocal ที่ไทยได้รับไม่แตกต่างจากประเทศคู่แข่งมากนัก แต่อัตราภาษีนำเข้าสหรัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจะส่งผลต่อความต้องการสินค้าของสหรัฐและการค้าโลก
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากการเก็บภาษีสินค้าที่สวมสิทธิ ส่งออก (Transshipment) โดยเงื่อนไข Transshipment อาทิ เกณฑ์สัดส่วนมูลค่าเพิ่มในภูมิภาค (Regional Value Content : RVC) ยังไม่มีความชัดเจน สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไม่มาก โดยผลกระทบหลักมาจากการค้าชายแดนที่ลดลงในช่วงไตรมาสที่ 3
2.ภาคการผลิตถูกกระทบจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นทั้งจากการทะลักของสินค้านำเข้า (Import Flooding) ที่อาจรุนแรงขึ้นจากประเทศอื่น ๆ ที่แสวงหาตลาดใหม่ และการเปิดตลาดในประเทศให้กับสินค้าจากสหรัฐ โดยเบื้องต้นประเมินว่าผลกระทบจากการเปิดตลาดให้สหรัฐ ต่อภาพรวมเศรษฐกิจไม่สูงนัก แต่อาจสร้างแรงกดดันเพิ่มขึ้นต่อบางภาคส่วน เช่น ภาคเกษตรและเกษตรแปรรูป ซึ่งครอบคลุมผู้ประกอบการและแรงงานจำนวนมาก
3.ภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง ตามจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-haul) ที่ลดลงจากการแข่งขันในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น แม้รายรับภาคท่องเที่ยวโดยรวมยังขยายตัวได้จากนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) แต่ผลดีกระจุกตัวอยู่ในผู้ประกอบการรายใหญ่ อาทิ โรงแรมระดับบน ตามพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในกลุ่มนี้ที่เน้นพักผ่อนในโรงแรมและใช้จ่ายนอกที่พักน้อยกว่า
4.การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวชะลอลงจากแนวโน้มรายได้แรงงาน ตามแนวโน้มการส่งออก การผลิต และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งมีสัดส่วนสูงในภาคบริการ
ทั้งนี้ คณะกรรมการแสดงความกังวลต่อแนวโน้มการชะลอตัวของเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าต่ำกว่าศักยภาพโดย
1.ภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐ และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น จากการทะลักของสินค้านำเข้า (Import Flooding)
2.ภาคการท่องเที่ยวที่มีจำนวน และโครงสร้างนักท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการลดลงของนักท่องเที่ยวระยะใกล้ ซึ่งส่งผลให้รายได้ไม่กระจายไปยังผู้ประกอบการรายย่อย และ
3.การบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตามแนวโน้มรายได้แรงงานที่ลดลง ปัจจัยเหล่านี้จะซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงมาจากภาคธุรกิจเพียงบางกลุ่ม และกระจุกตัวอยู่ในผู้ประกอบการรายใหญ่
ขณะเดียวกัน ฝ่ายเลขานุการนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับธุรกิจ SMEs ที่กำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะจากการทะลักของสินค้านำเข้า (Import Flooding) ขณะเดียวกันกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศที่ลดลงเป็นปัจจัยกดดันการประกอบธุรกิจ อีกทั้ง SMEs ยังเผชิญต้นทุนการกู้ยืมที่สูงกว่าบริษัทใหญ่ และมีปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อ ข้อมูลจากผู้ประกอบการพบว่า SMEs ส่วนใหญ่ปรับตัว ในเชิงประคับประคองกิจการ เช่น การลดต้นทุน หรือลดขนาดกิจการ
ขณะที่การปรับตัวเชิงรุก เช่น การเปลี่ยนโมเดลธุรกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพยังมีข้อจำกัด คณะกรรมการเห็นว่า SMEs เปราะบางมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการจ้างงาน และรายได้ครัวเรือน รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้
โดยคุณภาพสินเชื่อ SMEs และสินเชื่อที่อยู่อาศัยยังปรับด้อยลง ทั้งนี้ SMEs ยังมีความเปราะบางจากสภาพคล่องที่ลดลงและภาระหนี้สูง อีกทั้งยังเผชิญต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ โดยข้อมูลจากสถาบันการเงินสะท้อนว่า อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อปล่อยใหม่ ของลูกหนี้ SMEs อยู่ในระดับสูงและปรับลดลงน้อยกว่ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนหนึ่งจากความเสี่ยง ด้านเครดิตที่สูงกว่าโดยเปรียบเทียบ
คณะกรรมการแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเปราะบางของธุรกิจ SMEs ทั้งจากสภาพคล่องที่ตึงตัวและแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น และสอบถามเกี่ยวกับมาตรฐานการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินว่าเข้มงวดขึ้นหรือไม่ โดยมีความกังวลว่าคุณภาพสินเชื่อที่ปรับด้อยลงอาจส่งผลต่อการพิจารณาให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน ซึ่งจะจำกัดโอกาสของ SMEs ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการปรับตัวและทำให้ธุรกิจไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้
ฝ่ายเลขานุการชี้แจงว่า สถาบันการเงินไม่ได้ปรับเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อ (Underwriting Standard) ให้เข้มงวดขึ้นหรือจำกัดการให้สินเชื่ออย่างเป็นวงกว้าง แต่มีความระมัดระวังมากขึ้น ในการปล่อยสินเชื่อใหม่ตามระดับความเสี่ยงของลูกหนี้ เช่น สถาบันการเงินไม่ได้ปรับ Underwriting Standard ของสินเชื่อ SMEs ชัดเจน แต่เน้นปล่อยสินเชื่อให้กับ SMEs กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีหลักประกัน หรือมีหลักประกันไม่เต็มจำนวน
คณะกรรมการเห็นควรให้ติดตามการขยายตัวของสินเชื่อ รวมถึงการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ที่อาจซ้ำเติมภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs การพิจารณานโยบายการเงิน ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน