SMEs แนะ ครม.หนู “ยิงตรงเป้า-วิ่งเต็มสปีด” ปลุกเศรษฐกิจ
ประธานสภาเอสเอ็มอี วิเคราะห์โหงวเฮ้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย “ครม.อนุทิน” พร้อมชงสูตรฟาสต์แทร็กดันเศรษฐกิจไทย บนโจทย์อายุขัย 4 เดือน
นับถอยหลังการเริ่มงาน 4 เดือนรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่คนวงการธุรกิจและการเมืองเรียกติดปากว่า “เสี่ยหนู” แม้ถูกปรามาสเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่เมื่อนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดูดยอดฝีมือภาคธุรกิจการเงินร่วมทีม จึงทำให้เซียนการเมือง จับตารอดูฝีมือบริหาร
“ประชาชาติธุรกิจ” พูดคุยกับ “สุปรีย์ ทองเพชร” ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) ผู้นำกลุ่มนักธุรกิจที่มีเครือข่ายกว่า 80 สมาคม ผู้ประกอบการมากกว่า 3 ล้านราย วิเคราะห์หน้าตา “ครม.เสี่ยหนู 1”
แสงสว่างความหวัง SMEs
สุปรีย์เริ่มต้นฉายภาพเศรษฐกิจไทยว่า ตั้งแต่ยุคโควิด-19 สถานการณ์เศรษฐกิจไทยและโลกยังไม่ฟื้นกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพราะ 4-5 ปีนี้ โลกเผชิญสงครามในหลายภูมิภาค และเมื่อไม่นานนี้เจอผลกระทบจากนโยบายภาษีการค้าของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ ไทยยิ่งซ้ำหนักเมื่อเจอปัญหาข้อพิพาทฝั่งชายแดนติดกัมพูชา ทำให้กระทบการส่งออก
ส่วนการฟอร์ม ครม.อนุทิน โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ ประธานสภาเอสเอ็มอี มองว่า เป็นคณะรัฐมนตรีที่น่าสนใจ โดยเฉพาะโควตาคนนอกที่ดึงผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและธุรกิจเข้ามา ทำให้ความรู้สึกในแง่ของคนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ดูมีแสงสว่าง น่าจะเข้ามาช่วยกลุ่มธุรกิจได้
ขณะที่หน้าตาของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจอย่าง “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เขามองชื่อนี้เป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจเชี่ยวชาญเรื่องเศรษฐกิจขนาดใหญ่ จึงเชื่อว่าจะสามารถทำประโยชน์ให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และสามารถควบคุมเศรษฐกิจมหภาคให้เป็นไปตามกรอบธรรมาภิบาลได้
“ว่าที่รัฐมนตรีคลัง (เอกนิติ) เป็นคนที่เข้าใจเศรษฐกิจมหภาค เป็นลูกหม้อกระทรวงการคลัง จึงเชื่อว่าการดำเนินนโยบายการคลัง จะเป็นไปด้วยความมีระเบียบเรียบร้อย”
สำหรับ “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์” นักธุรกิจ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สุปรีย์บอกว่า จากประสบการณ์ที่คุณศุภจี สัมผัสกลุ่มผู้ประกอบการเอสอีมาเยอะ สอดคล้องกับกลุ่มเอสเอ็มอีต้องการคนที่มีความรู้ความเข้าใจมาแก้ปัญหา ฉะนั้นการเข้ามาเป็นแม่ทัพกระทรวงพาณิชย์ จึงเชื่อว่าจะนำพาผู้ประกอบการไทยไปแสวงหาโอกาสตลาดใหม่ ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการค้าอย่างเป็นรูปธรรม
หากประเมินประสบการณ์การของเธอ จึงเชื่อว่าจะนำพาหน่วยงานรัฐซึ่งทำหน้าที่เป็นเซลส์ของประเทศไทยและกลุ่ม SMEs ไปในทิศทางเป็นบวก รวมถึงจะช่วยทำการตลาดรูปแบบใหม่ การตลาดเชิงดิจิทัล หรือทำแคมเปญใหม่ ๆ ให้ประเทศไทยได้
อีกตำแหน่งที่เป็นความหวัง “รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน” เพราะเป็นกระทรวงที่ต้องดูเรื่องของภาคแรงงานซึ่งมีผลโดยตรงกับธุรกิจเอสเอ็มอี มีชื่อ “น.ส.ตรีนุช เทียนทอง” ต้องยอมรับว่าแรงงานต่างด้าวถือหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ที่ผ่านมาการดำเนินนโยบายเรื่องแรงงานค่อนข้างสะดุดตั้งแต่สถานการณ์โควิด จนถึงปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดน
การที่ น.ส.ตรีนุชจะเข้ามาดูงานกระทรวงแรงงานที่ต้องมีทักษะเรื่องการอัพสกิล ชื่อนี้น่าจะเห็นความสำคัญเรื่องการศึกษา เพราะเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมาก่อน จึงคาดหวังว่า จะสามารถสร้างโครงการเพื่อยกระดับแรงงานไทยให้มีความสามารถสูงขึ้น โดยเฉพาะสกิลเทคโนโลยี AI และเมื่อบวกกับการทำงานร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่จะเป็นคนรุ่นใหม่ จะยิ่งทำให้งานเดินได้ดี
อย่างไรก็ดี รัฐมนตรีทั้งหมดต้องทำงานร่วมกัน เพื่อไปสู่เป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างจริงจัง

ฉีดยาแรงกระตุ้น ศก. ตรงจุด–ไม่รั่วไหล
สำหรับมุมมองต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนของ ครม.อนุทิน 1 ในระยะเวลาเพียง 4 เดือน ผู้นำสภาเอสเอ็มอี เห็นด้วยกับนโยบายอย่าง “โครงการคนละครึ่ง” เพราะทำให้เม็ดเงินอัดฉีดลงสู่ระดับฐานรากได้ทันท่วงที แต่ต้องมีการควบคุมให้ดี ไม่เช่นนั้นเม็ดเงินจำนวนมากที่ถูกส่งไปจะไม่ถึงผู้ประกอบการในประเทศ ออกไปทางแพลตฟอร์มต่างประเทศโดยเฉพาะจีน ทำให้เงินไทยไหลออก
สุปรีย์เสนอว่า การอัดฉีดเม็ดเงินลงไปยังผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่อยู่ชั้นกลางของพีระมิดโครงสร้างเศรษฐกิจไทยซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ซื้อ อยากให้รัฐบาลชุดใหม่นี้พิจารณาให้ดีว่า การฉีดเม็ดเงินต้องทำอย่างเหมาะสมและตรงจุด
ส่วนนโยบายช่วยเหลือบรรเทาค่าครองชีพ เช่น ช่วยค่าน้ำ-ค่าไฟ ค่าน้ำมัน สุปรีย์ย้ำว่า ต้องทำภายใต้การควบคุมให้ชัดสามารถนำมาใช้ด้านใดบ้าง ที่ผ่านมามีบทเรียนว่าการอัดฉีดเป็นเงินไปชั้นฐานราก แต่เงินไม่หมุนจริง ไหลออกไปต่างประเทศ หรือไหลไปยังพีระมิดเศรษฐกิจชั้นบนสุด ฉะนั้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล ต้องทำควบคู่ไปกับการควบคุมช่วยเหลือธุรกิจชั้นกลางอย่างแท้จริง
เสริม 3 เสาหลักธุรกิจ SMEs
นายสุปรีย์เสนอว่า ภาพใหญ่ของการทำให้สถานการณ์ธุรกิจเอสเอ็มอีฟื้นและเติบโตได้ต้องทำ 3 เสาหลักให้เข้มแข็ง ประกอบด้วย 1.รัฐควรให้ความช่วยเหลือการลดภาระทางการเงินแก่กลุ่มเอสเอ็มอีมากที่สุด เช่น ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ, ขยายระยะเวลาชำระหนี้, การลดหย่อนภาษีนิติบุคคลของกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี, ออกมีมาตรการอุดหนุนด้านสาธารณูปโภค และอาจกระตุ้นการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ มาตรการเหล่านี้จะช่วยทำให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ลดภาระการเงินได้ดีขึ้น
2.รัฐควรช่วยส่งเสริมการตลาดผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หรือสนับสนุนกลุ่มที่มีความสามารถในการส่งออก เช่น มาตรการสนับสนุนช่วยเหลือค่าขนส่งสินค้า และ 3.ยกระดับทักษะภาคแรงงาน เช่น แจกคูปองอัพสกิลดิจิทัลทั้งในและนอกระบบ เพื่อให้รองรับทักษะ AI ทางธุรกิจ
สำหรับระยะเวลาบริหารประเทศฟื้นเศรษฐกิจ 4 เดือนหรือมากกว่านี้ไม่นานของ ครม.อนุทิน เขาแนะนำว่า ระยะเวลาที่สั้นนี้จะเป็นบทพิสูจน์รัฐบาลนี้ สามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ในอนาคตได้หรือไม่ ส่วนตัวอยากให้ผู้บริหารมีความจริงจัง
เวลาน้อย–ลู่สั้น ต้องวิ่งเต็มสปีด
แต่จากการฟอร์มของทีมรัฐมนตรีคนนอกที่หน้าตาดี ก็ฝากความหวังไว้ที่นายกรัฐมนตรี ขอให้จริงจังกับกรอบระยะเวลา 4 เดือน หรืออาจจะขยับไปนิดหน่อย ในการควบคุมให้รัฐบาลยิงปืนถูกเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาโจทย์เศรษฐกิจของประเทศให้ได้ เพื่อผลประโยชน์ประชาชน
ประธานสภาเอสเอ็มอี ทิ้งท้ายว่า ส่วนตัวมองนายอนุทินเป็นคนจริงจัง เติบโตมาจากสายเศรษฐกิจ จึงคิดว่าการทำงานร่วมกันของ ครม.ชุดนี้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เปรียบเหมือนการวิ่ง 100 เมตร ฉะนั้นต้องวิ่งให้เต็มสปีด เพื่อทำให้ภาพทุกอย่างออกมาดี ฉะนั้นขอฝากความหวังไว้กับรัฐบาล

