บทบรรณาธิการ
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา เป็นคณะรัฐมนตรีชุดที่ 65 ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ที่พิเศษก็คือ รัฐบาลชุดนี้ มีข้อตกลงกับพรรคประชาชนว่า จะบริหารงาน 4 เดือน แล้วจะยุบสภาให้มีเลือกตั้งใหม่ และจะเริ่มขั้นตอนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยการทำประชามติ ขอความเห็นประชาชนว่า ต้องการให้แก้ไขและยกร่างใหม่หรือไม่ จากนั้นจะตั้งคณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งยังไม่มีข้อยุติในเรื่องรูปแบบว่า จะเป็นอย่างไร อีกประเด็นที่อยู่ในข้อตกลงก็คือ รัฐบาลเป็นเสียงข้างน้อย และจะไม่ดำเนินการให้ตนเอง เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก การเกิดขึ้นของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย มีผลเป็นการเปลี่ยนขั้วการเมือง ที่เคยมีพรรคเพื่อไทย เป็นแกนหลักของขั้วและมีเสียงข้างมาก กลายเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ เพื่อให้มีการยุบสภา เปิดประตูให้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และจัดเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม ในฐานะรัฐบาลที่มีเวลาจำกัดในการทำหน้าที่ แต่มีโจทย์ใหญ่ต้องขับเคลื่อน ในเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง สำหรับเศรษฐกิจ รัฐบาลใหม่จะต้องรับช่วงแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ต่อจากรัฐบาลเพื่อไทย โดยเฉพาะในเรื่องการค้าระหว่างประเทศ ที่มีปัญหาภาษีศุลกากรที่กำหนดโดยสหรัฐ เป็นประเด็นหลัก และส่งผลกระทบต่าง ๆ กว้างขวาง ปัญหาไทย-กัมพูชา ที่กำลังส่งผลรุนแรง ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจการค้าระหว่าง 2 ประเทศ ที่ประเทศไทยเคยได้เปรียบดุลการค้า ซึ่งทีมเศรษฐกิจเสนอแนวทางมาแล้วว่าจะเน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแต่ให้มีผลระยะยาว เรื่องที่หนักไม่แพ้เศรษฐกิจ และเป็นเงื่อนไขการอยู่รอดของรัฐบาล คือ เรื่องการเมือง ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งแม้จะเป็นขั้นตอนของการทำประชามติเพื่อเปิดประตูไปสู่การแก้ไขหรือยกร่างใหม่ ๆ แต่ความแตกต่างของความเห็นรออยู่ และไม่ง่ายที่จะจัดการ รวมถึงการบริหารคดีความสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฮั้วเลือก สว. ปัญหาที่ดินเขากระโดง
จุดแข็งของรัฐบาล อยู่ที่ทีมเศรษฐกิจ ที่มี นายเอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ อดีตข้าราชการระดับสูงประวัติดีจากกระทรวงการคลัง มารับหน้าที่รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นักธุรกิจที่มีภาพลักษณ์ดี มาเป็น รมว.พาณิชย์, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตผู้บริหาร ปตท. มาเป็น รมว.พลังงาน อย่างไรก็ตาม ในตำแหน่งอื่น ๆ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม ทำให้พรรคประชาชน ซึ่งมีสถานะเป็นผู้สนับสนุนรัฐบาลด้วย เตรียมอภิปรายปัญหานี้ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังนายกฯนำ ครม.เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ฯในวันที่ 24 ก.ย. ทำให้ขณะนี้ มีคำถามถึงเสถียรภาพ ความแข็งแรงของรัฐบาลนี้พอสมควร ซึ่งประเมินได้ว่า หากรัฐบาลยึดมั่นในข้อตกลงก็น่าจะเดินทางผ่าน 4 เดือนไปได้ และประคับประคองให้เกิดการคืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่ตามเจตนารมณ์ในการจัดตั้งรัฐบาล