ความปั่นป่วนจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกอย่างคาดเดาไม่ได้ กำลังส่งแรงกดดันมหาศาลในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน หรือ “ESG” (Environmental, Social and Governance) ให้กับหลายองค์กร และทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า ESG ยังเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการทำธุรกิจอยู่หรือเปล่า
ในงานสัมมนา PRACHACHAT ESG FORUM 2025 the TURNING POINT #ตีแตก Sustainability “ปฐมา จันทรักษ์” กรรมการผู้จัดการ เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย (Accenture Thailand) บริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจระดับโลก เป็นหนึ่งในวิทยากรที่มาแชร์มุมมองน่าสนใจ เกี่ยวกับการขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน ภายใต้หัวข้อ “Power of Sustainability”
3 “ทางแยก” สะเทือนธุรกิจ
“ปฐมา” ฉายภาพว่า ท่ามกลางสถานการณ์เกี่ยวกับ Climate Change หรือความแปรปรวนของสภาพอากาศ ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน กลับมี “ทางแยก” ที่สัมพันธ์กับการขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนขององค์กรเกิดขึ้น 3 ทาง
1.The Turned Back : การ “ถอนตัว” หรือลดบทบาทเรื่อง Climate Leadership ของยักษ์ใหญ่ซีกโลกตะวันตกอย่าง “สหรัฐอเมริกา” ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการขับเคลื่อนนโยบายของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์”
มีคำศัพท์ใหม่เกิดขึ้น เรียกว่า Green-Hushing คือทุกคนยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืน แต่ไม่กล้าพูดออกมาตรง ๆ เพราะคิดว่าแบกรับความท้าทายไม่ไหว และกลัวมีอุปสรรคในการค้าขายจากปัจจัยทางการเมือง
2.The Held Back : การมีอยู่ของสงคราม กำแพงภาษีตอบโต้ (Tariff) และประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ซัพพลายเชนถูกตัดขาด และธุรกิจต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น
อยู่ดี ๆ ก็มีข่าวว่าเครื่องบินรบของรัสเซียบินเข้าไปในน่านฟ้าของเอสโตเนียนานกว่า 12 นาที เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคิด และเดาต่อไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
และ 3.The Push Back : ข้อบังคับเรื่อง Carbon Border Tax ของสหภาพยุโรป (EU) ที่มีผลกับอัตราภาษี และความคาดหวังของคู่ค้า หรือผู้บริโภคที่มีต่อการขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของธุรกิจ
ยุคของธุรกิจ “Resilience”
“ทุกวันนี้หลายองค์กรหลีกเลี่ยงที่จะพูดคำว่า ESG แต่จะโฟกัสที่ 2 คำแทน นั่นคือ Resilience หรือการปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ และ Efficiency หรือประสิทธิผลที่ได้จากการดำเนินธุรกิจ”
“ปฐมา” ยกตัวอย่างกรณีที่ไทย ถูกสหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 19% ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจในหลายอุตสาหกรรมที่มีการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ เคมีภัณฑ์ สินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงกลุ่มอื่น ๆ ที่รอติดตามผลกระทบในอนาคต ซึ่งธุรกิจที่แบกรับต้นทุนจากอัตราภาษีมากขึ้น ต้องคิดแล้วว่าจะปรับตัวไปทางไหน
“เคยพูดคุยกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญสายเศรษฐกิจโลกว่า หรือประเทศไทยจะหันไปโฟกัสกับกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ แทน เช่น ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานทดแทน และยา แต่เขาบอกว่าทุกประเทศคิดเหมือนกันหมด ถ้าหันไปทางอื่น ก็เท่ากับว่าต้องสู้ใน Red Ocean สมรภูมิอื่นอยู่ดี”

4 โฟกัสปรับตัวสู่ “Resilience”
สำหรับคำแนะนำในการปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบัน “ปฐมา” บอกว่า ถ้าเป็นธุรกิจในภาคการผลิต (Manufacturing) มีสิ่งที่ต้องโฟกัสทั้งหมด 4 เรื่อง
1.People – คน : เตรียมกำลังคนให้พร้อมด้วย 4 ทางเลือก ไม่ว่าจะเป็น Build อัพสกิล/รีสกิลให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลง Borrow ยืมคนมาเติมในองค์กร Buy ทำดีลควบรวม ดึงคนที่มีของอยู่แล้วทำงานด้วยกัน และ Bot นำ AI หรือระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยทุ่นแรง
2.Technology – เทคโนโลยี : ทำความเข้าใจและนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อลดการทำงานที่ต้องใช้แรงคน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในขั้นตอนต่าง ๆ
3.Commercial – การขาย : เมื่อต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้น ธุรกิจต้องคิดว่าจะเอาส่วนที่เพิ่มขึ้นมาไปไว้ตรงไหน จะผลักไปให้ผู้บริโภค หรือรับไว้เองแล้วถัวเฉลี่ยกับส่วนอื่นแทน เพราะถ้าเลือกผลักส่วนที่เพิ่มขึ้นมาไปให้ผู้บริโภค ธุรกิจจะต้องเปลี่ยน Cost หรือต้นทุน เป็น Value หรือคุณค่าที่พิเศษให้ได้ เช่น ในแคนาดามีผลสำรวจออกมาแล้วว่าผู้บริโภคยอมจ่ายแพงขึ้น เมื่อสินค้ามีข้อความว่า Made in Canada
และ 4.Operation – การดำเนินงาน : เมื่อซัพพลายเชนมีปัญหา นำเข้าวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนอื่น ๆ ไม่ได้ ธุรกิจมีตัวเลือกที่ทดแทนได้หรือเปล่า และกระจายความเสี่ยงดีพอหรือยัง
“Power of Sustainability หรือธุรกิจที่ยั่งยืน ต้องปรับตัวได้ทุกสถานการณ์ และเปลี่ยนจาก Pain เวลาลูกค้าฟีดแบ็ก เป็น Possibility หรือโอกาสใหม่ให้ได้”
วิสัยทัศน์เข้มแข็ง-ปฏิบัติจริงอ่อนแอ
จากรายงาน The 2025 UN Global Compact ที่สำรวจความเห็นผู้นำองค์กร 2,000 คน ใน 128 ประเทศ จาก 18 อุตสาหกรรม “เอคเซนเชอร์” ระบุว่า ผู้นำองค์กรกว่า 97% ยังให้ความสำคัญกับ “ความยั่งยืน” และมีแผนที่จะนำมาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจ รวมถึงมองว่าซัพพลายเชนต้องเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็น “ดิจิทัล” และนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการผลิต
ขณะที่ 93% เชื่อว่าพลังงานสะอาดจะช่วยสร้างผลลัพธ์ระยะยาวให้ธุรกิจ แต่ผู้นำองค์กรกว่า 7 ใน 10 กลับเป็นกลุ่มที่ “Vision is strong. Preparation is weak” คือมีวิสัยทัศน์เรื่อง ESG เข้มข้น แต่การเตรียมพร้อมเพื่อลงมือปฏิบัติจริงกลับอ่อนแอ
“หลายองค์กรยังเชื่อมั่นเรื่อง ESG แต่ก็มีความคิดที่จะเอาออกจากไดเร็กชั่นของบริษัท เพราะกังวลว่าจะทำไม่ได้ภายในปี 2023 หรือ 2050 ที่เป็นกรอบเวลาของทั้งโลก”
ตัวแปรขับเคลื่อน “ความยั่งยืน”
“ปฐมา” กล่าวด้วยว่า ตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้นำองค์กรในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน คือ “Power Shift in Stakeholders” หรือความเปลี่ยนแปลงของคนในวงจรธุรกิจ เช่น พฤติกรรมของผู้บริโภค และการวางนโยบายของคณะกรรมการ เป็นต้น
“สมมุติคนรุ่นใหม่คิดจะซื้อรถแต่ต้องเป็น EV เท่านั้น หรือบอร์ดต้องการให้วางรากฐานเรื่อง Responsible AI เพื่อให้เกิดการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ องค์กรต้องคิดแล้วว่าจะขับเคลื่อนธุรกิจให้ตอบรับ 2 เรื่องนี้อย่างไร”
ส่วนตัวแปรอื่น ๆ ที่มีผลไม่แพ้กัน คือการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี พอมีการใช้ AI มากขึ้น แผนเรื่องพลังงานสะอาดก็ตามมา เพราะ AI เป็นเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานในการประมวลผลมหาศาล
รวมถึงปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทำให้ธุรกิจต้องเปิดโหมด “Resilience” โดยเฉพาะกรณีที่ปกติใช้เทคโนโลยีของประเทศหนึ่งอยู่ แต่อีกประเทศกลับลุกขึ้นมาออกนโยบายว่าจะไม่ให้ทำการค้าด้วย ถ้ายังใช้โซลูชั่นของประเทศนั้น
ชูเฟรมเวิร์ก “POWER”
นอกจากนี้ แม่ทัพเอคเซนเชอร์ ประเทศไทย ยังให้คำแนะนำในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนผ่าน 5 แกนหลัก ภายใต้เฟรมเวิร์ก “POWER”
1.P – Partner with Regulators : ทำงานใกล้ชิดกับผู้กำกับดูแล เพื่อกำหนดแนวทางขับเคลื่อนความยั่งยืนร่วมกัน
2.O – Opportunities with Consumers : สื่อสารกับผู้บริโภคอย่างตรงไปตรงมาว่ากลยุทธ์ ESG ที่องค์กรทำเป็นอย่างไร
3.W – Workforce for the Future : เตรียมความพร้อมเรื่อง “คน” ให้รับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างทันท่วงที
4.E – Expand Access to Technology : เทคโนโลยี คือ “ตัวคูณ” (Multiplier) ด้านความยั่งยืน ต้องเลือกใช้อย่างชาญฉลาด เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น พิจารณาใช้ SLM (Small Language Model) แทน LLM (Large Language Model) เพื่อประหยัดต้นทุนในการพัฒนาด้าน AI
และ 5.R – Responsibility at the Core : “ความรับผิดชอบ” ต้องเป็น Core Value ขององค์กร เพื่อให้เกิด “ความเชื่อใจ” (Trust) ในการสื่อสาร
“ยุคนี้ Collaboration is new currency. การขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีอีโคซิสเต็มที่แข็งแรง เมื่อทุกฝ่ายขยับคนละก้าว และหันมาร่วมมือกันมากขึ้น”