ประธานหอการค้าภาคใต้ เผย ท่องเที่ยวภาคใต้ฟื้นตัวดันเศรษฐกิจปีนี้โตได้อีก รับไม่กังวลหากรัฐบาลยุบสภา แต่ขอชะลอปรับขึ้น VAT – ขอนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และเร่งรัดโครงการพัฒนาที่มีอยู่
นายสลิล โตทับเที่ยง รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ประธานหอการค้าภาคใต้ เปิดเผยในการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 43 unlocking New Growth ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา ว่า ปี 2568 คาดว่าเศรษฐกิจภาคใต้ยังโต 2-3% อิทธิพลจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ยอมรับมาตรการคนละครึ่งพลัสกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง อย่างไรก็ตามไม่กังวลหากรัฐบาลจะยุบสภาก่อนกำหนด วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เปิดเผยเมื่อวานที่ผ่านมา
ด้านภาพรวมเศรษฐกิจภาคใต้ปีนี้ยังคงทรงตัว โดยมีการเติบโตที่ 2-3% ใกล้เคียงกับปี 2567 เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวต่อเนื่อง กลุ่มนักท่องเที่ยวหลักได้แก่ มาเลเซีย ยุโรป ตะวันออกกลาง อินเดีย และจีน
ซึ่งช่วงไฮซีซั่นภาคใต้อยู่ช่วง พฤศจิกายน ถึงเมษายน โดยในปี 2568 ยอดบุ๊กกิ้งในเมืองท่องเที่ยวหลักอย่าง จ.ภูเก็ต จ.กระบี่ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เริ่มมีการจองเข้ามาตั้งแต่เดือนกันยายน ปัจจุบันมียอดบุ๊กกิ้งกว่า 90% ขณะที่ปี 2567 มีนักท่องเที่ยวจองเข้ามาในช่วงเดือนพฤศจิกายน
หากรัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เช่น การลดหย่อนภาษี, เที่ยวคนละครึ่ง คาดว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ช่วงไฮซีซั่นของภาคใต้ขยายออกไปถึงเดือนเมษายนจนถึงเดือนพฤษภาคมได้
เมื่อถามถึงความกังวลหากรัฐบาลจะยุบสภาก่อนกำหนด วันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายสลิลกล่าวต่อไปว่า ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตา แต่ภาคเอกชนไม่มีความกังวล เพราะเป็นการสร้างบรรทัดฐาน เชื่อว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต
ทั้งนี้ ก่อนยุบสภา ภาคเอกชนอยากเห็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจให้ชัดเจน โดยเฉพาะคนละครึ่งพลัส ที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง หากรัฐบาลจะเพิ่มวงเงินในการใช้โครงการคนละครึ่งพลัส จะทำให้เกิดการกระจายตัวและการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
การส่งเสริมการท่องเที่ยวครบวงจร ผ่านการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นถนน ทางราง ทางเรือ ซึ่งล้วนผ่านการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม EIA เช่น โครการสร้างอุโมงค์ภูเก็ต, การขยานถนน 4 ช่องจราจร ระนอง-สตูล สายเอเชีย ชุมพร-หาดใหญ่ และโครงการรถไฟทางคู่ต่าง ๆ
ส่วนประเด็นการประกาศขึ้นภาษี VAT เป็น 8.5% ในปี 2571 ของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสลิลกล่าวว่า ยังไม่ควรทำในช่วงเวลานี้ เพราะเป็นการเพิ่มภาระให้ผู้บริโภค จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องพิจารณาให้รัดกุมมากขึ้น
ขณะเดียวกันรัฐบาลเองยังมีรายได้จากหลายช่องทางที่ยังเก็บภาษีได้ไม่เต็มที่ หากสามารถเก็บเข้ามาอยู่ในระบบได้ทั้งหมด คิดว่าจะช่วยชดเชยการปรับเพิ่ม VAT ได้
“สำหรับรัฐมนตรีที่ภาคเอกชนคิดว่าจะสามารถสร้างความมั่นใจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ คือ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง” นายสลิลกล่าวทิ้งท้าย