เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กรุงเทพเดือด เซ็นทรัล-เดอะมอลล์-แพลทินัม เปิดห้างใหม่  สัปดาห์เดียวกัน
Business กรุงเทพเดือด เซ็นทรัล-เดอะมอลล์-แพลทินัม เปิดห้างใหม่ สัปดาห์เดียวกัน
ซีพี ออลล์ แจงปมกดบัตรคอนเสิร์ต ยันคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีพนักงาน
Biz Movement ซีพี ออลล์ แจงปมกดบัตรคอนเสิร์ต ยันคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีพนักงาน
อาลัย“อรุณ ชัยเสรี”ปรมาจารย์ด้านวิศวกรรมโครงสร้าง ผู้ออกแบบตึกช้าง
Real Estate อาลัย“อรุณ ชัยเสรี”ปรมาจารย์ด้านวิศวกรรมโครงสร้าง ผู้ออกแบบตึกช้าง
กทม.ช่วยสังคมเปิดคอร์สฝึกอาชีพ 105 บาทเสริมศักยภาพ-สร้างรายได้
SD กทม.ช่วยสังคมเปิดคอร์สฝึกอาชีพ 105 บาทเสริมศักยภาพ-สร้างรายได้
ไทยเบฟ พัฒนาชุมชนยั่งยืนผนึกจุฬาฯ เชื่อมห้องเรียนสู่ท้องถิ่น
SD ไทยเบฟ พัฒนาชุมชนยั่งยืนผนึกจุฬาฯ เชื่อมห้องเรียนสู่ท้องถิ่น
พระราชินี พระราชทานรางวัลชนะเลิศกอล์ฟควีนส์คัพไทยแลนด์ แชมเปี้ยนชิพ 2569
ข่าวในพระราชสำนัก พระราชินี พระราชทานรางวัลชนะเลิศกอล์ฟควีนส์คัพไทยแลนด์ แชมเปี้ยนชิพ 2569
ตราดชงแผนรับมือฤดูกาลผลไม้ตะวันออก แก้ราคาตกต่ำ-แรงงานขาดแคลน
เศรษฐกิจภูมิภาค ตราดชงแผนรับมือฤดูกาลผลไม้ตะวันออก แก้ราคาตกต่ำ-แรงงานขาดแคลน
“ดร.เอกก์” ชี้ทางรอด SMEs เชียงใหม่ “เจาะลึก-แม่นยำ” ดึงไปรษณีย์ไทยช่วยกระจายสินค้า
เศรษฐกิจภูมิภาค “ดร.เอกก์” ชี้ทางรอด SMEs เชียงใหม่ “เจาะลึก-แม่นยำ” ดึงไปรษณีย์ไทยช่วยกระจายสินค้า
ทชม. ซ้อมใหญ่แผน CEMEX-26 จำลองเหตุ “กราดยิง-วินาศกรรม” รับมือภัยคุกคาม
เศรษฐกิจภูมิภาค ทชม. ซ้อมใหญ่แผน CEMEX-26 จำลองเหตุ “กราดยิง-วินาศกรรม” รับมือภัยคุกคาม
“ภาวุธ” ห่วงติดกับ แพลทฟอร์มต่างชาติกินรวบ เสนอรัฐคุย “ยักษ์” ทุกค่าย
News “ภาวุธ” ห่วงติดกับ แพลทฟอร์มต่างชาติกินรวบ เสนอรัฐคุย “ยักษ์” ทุกค่าย
ดูทั้งหมด

ไทยยังเนื้อหอม ต่างชาติลงทุนสูงถึง 3.11 แสนล้านบาท สิงคโปร์ครองอันดับหนึ่ง

26 ธ.ค. 2568 | 09:49น.
พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผย 11 เดือนปี ‘2568 ต่างชาติลงทุนในไทยสูงถึง 3.11 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 11 เดือนปี ‘67 ถึง 9.7 หมื่นล้านบาท หรือ 45% สิงคโปร์มีมูลค่าการลงทุนสูงอันดับหนึ่ง 100,265 ล้านบาท ตามด้วย ญี่ปุ่น 82,505 ล้านบาท และจีน 33,119 ล้านบาท

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า ช่วง 11 เดือนของปี 2568 (มกราคม – พฤศจิกายน) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 973 ราย

โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 263 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 710 ราย มูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 311,162 ล้านบาท โดยมีจำนวนชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่

1. ญี่ปุ่น 169 ราย คิดเป็น 17% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 82,505 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

  • ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้คำปรึกษาทางเทคนิคในการปรับปรุงกระบวนการผลิต และการทดสอบการทำงานของเครื่องจักร เป็นต้น
  • ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย
  • ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น เครื่องจักร ชิ้นส่วน Electro-magnetic Product ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ เป็นต้น

2. สิงคโปร์ 146 ราย คิดเป็น 15% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 100,265 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

  • ธุรกิจโรงแรม
  • ธุรกิจบริการ Data Center
  • ธุรกิจบริการติดตั้ง บำรุงรักษา และซ่อมแซมเกี่ยวกับเครื่องจักร
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป Printed Circuit Board เครื่องมือไฟฟ้า (Power Tools) และชิ้นส่วนเครื่องจักร เป็นต้น

3. สหรัฐอเมริกา 137 ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 5,038 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

  • ธุรกิจค้าปลีกสินค้า เช่น อาหารแช่แข็ง ปั๊มน้ำ เครื่องแต่งกาย และคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
  • ธุรกิจกิจการโฆษณา
  • ธุรกิจบริการออกแบบ พัฒนา ติดตั้ง และบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิต เช่น เครื่องประดับหรือชิ้นส่วนเครื่องประดับที่ผลิตจากโลหะมีค่า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ DC Cable และโลหะผสมสำหรับผลิตเครื่องประดับ เป็นต้น

4. จีน 133 ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 33,119 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

  • ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อการผลิตถ่านกัมมันต์
  • ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหาวัสดุอุปกรณ์ ก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคของโรงไฟฟ้าพลังงานลม
  • ธุรกิจบริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ โดยเป็นการทดสอบชิ้นส่วนของอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ เป็นต้น

5. ฮ่องกง 104 ราย คิดเป็น 11% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 14,496 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

  • ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหาวัสดุอุปกรณ์ ก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานลม
  • ธุรกิจบริการโทรคมนาคมแบบที่หนึ่ง
  • ธุรกิจบริการ DATA CENTER
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น พลาสติกคอมพาวด์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป และอุปกรณ์สำหรับเครื่องจักร เป็นต้น

เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 พบว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย เพิ่มขึ้น 89 ราย (10%) (เดือน ม.ค. – พ.ย. 68 อนุญาต 973 ราย/เดือน ม.ค. – พ.ย. 67 อนุญาต 884 ราย) และมีมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 97,198 ล้านบาท (45%) (เดือน ม.ค. – พ.ย. 68 ลงทุน 311,162 ล้านบาท/เดือน ม.ค. – พ.ย. 67 ลงทุน 213,964 ล้านบาท)

รวมถึงมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวรวม 5,718 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2,047 คน (56%) (เดือน ม.ค. – พ.ย. 68 จ้างงาน 5,718 คน/เดือน ม.ค. – พ.ย. 67 จ้างงาน 3,671 คน) โดยจำนวนนักลงทุนที่เข้ามาสูงสุดยังคงเป็นนักลงทุนญี่ปุ่นเช่นเดียวกับปีก่อน

นอกจากนี้ ยังพบว่า การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามา ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 473 ราย คิดเป็น 49% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 973 ราย มูลค่าลงทุน 232,452 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่

1. ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะ/พลาสติก ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

2. กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (TISO) ที่มีส่วนสำคัญในการเพิ่มบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนและโลจิสติกส์ในภูมิภาค

3. ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ และ Data Center เป็นต้น โดยตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และการพัฒนา Data Center และ AI Services

ลงทุนใน EEC 277 ราย

สำหรับการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ช่วง 11 เดือนของปี 2568 (มกราคม – พฤศจิกายน) มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC 277 ราย คิดเป็น 28% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 จำนวน 4 ราย (1%) (เดือน ม.ค. – พ.ย. 68 ลงทุน 277 ราย / เดือน ม.ค. – พ.ย. 67 ลงทุน 281 ราย)

โดยมีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 101,666 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจาก จีน 72 ราย ลงทุน 18,667 ล้านบาท ญี่ปุ่น 60 ราย ลงทุน 32,349 ล้านบาท สิงคโปร์ 40 ราย ลงทุน 22,705 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 105 ราย ลงทุน 27,945 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ

  • ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อการผลิตชิ้นส่วนของใช้ครัวเรือน สุขภัณฑ์
  • ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้คำปรึกษาทางเทคนิคในการปรับปรุงกระบวนการผลิต
    และการทดสอบการทำงานของเครื่องจักร เป็นต้น
  • ธุรกิจบริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล/บริการ Data Center

ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น เครื่องมือไฟฟ้า (Power Tools) Printed Circuit Board Assembly ชิ้นส่วนเครื่องมือแพทย์ และชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป เป็นต้น

เฉพาะเดือนพฤศจิกายน 2568 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย 104 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 35 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 69 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 34,426 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจาก สิงคโปร์ จีน และ ญี่ปุ่น ตามลำดับ

มีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 354 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับวิศวกรรมและเทคโนโลยีของโรงไฟฟ้าพลังงานลม องค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศของศูนย์ข้อมูล และองค์ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมระบบเครื่องจักรในการผลิตยางรถยนต์ เป็นต้น

สำหรับธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในเดือนพฤศจิกายน 2568 ได้แก่

  • ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหาวัสดุอุปกรณ์ ก่อสร้าง รวมทั้งติดตั้งและทดสอบระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานลม
  • ธุรกิจโรงแรม
  • ธุรกิจบริการให้คำปรึกษาและแนะนำในการประกอบธุรกิจด้านต่างๆ
  • ธุรกิจบริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น พลาสติกคอมพาวด์, เครื่องมือไฟฟ้า (Power Tools) Printed Circuit Board Assembly และชิ้นส่วนเครื่องมือแพทย์ เป็นต้น