ฟินโนมีนาชี้แรงซื้อทองคำหลายทิศทางดันราคาขึ้นเร็วเกินพื้นฐาน เตือนสัญญาณเม่าแห่เข้าตลาด เสี่ยงพักฐานระยะสั้น แม้ภาพยาวทองยังได้แรงหนุนจากภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของดอลลาร์ ขณะที่กองทุนทอง–หุ้นเหมืองทองยังดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่อเนื่อง
นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์มการลงทุนออนไลน์ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา เปิดเผยว่า สำหรับทิศทางราคาทองคำการปรับขึ้นตั้งแต่ต้นปีเป็นลักษณะ “พาราโบลิก” หรือการเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว จากแรงซื้อของนักลงทุนรายย่อย โดยเฉพาะจากอินเดียและจีน รวมถึงแรงซื้อจากฝั่งคริปโทเคอร์เรนซี เนื่องจากมีเหรียญบางส่วนที่นำไปอิงกับทองคำจริง เมื่อบิตคอยน์ไม่เคลื่อนไหว นักลงทุนรุ่นใหม่ในตลาดคริปโทจึงย้ายเงินเข้ามาถือครองทองคำในรูปแบบดังกล่าว อย่างไรก็ตาม แรงซื้อที่ไหลเข้ามาหลายทิศทางพร้อมกัน ถือเป็น “สัญญาณอันตราย” หรือสัญญาณเม่าเข้าตลาด ซึ่งมักนำไปสู่การขายทำกำไรของรายใหญ่ได้ง่าย
“กรอบเป้าหมายระยะยาวที่ผมมองไว้แถว 5,400 ดอลลาร์ ตอนนี้มันถึงแล้วแต่ยังยืนไม่ได้ เพราะฉะนั้นรอบพักฐานมีโอกาสพักแรง มองว่าลงได้ลึกหรือดาวน์ไซด์ยังเยอะอยู่ โดยแนวรับสำคัญอยู่ที่บริเวณ 4,770 ดอลลาร์ ยังลงได้อีกประมาณ 8% และถ้าลงลึกไปที่แนวรับถัดไปแถว 4,460 ดอลลาร์ ก็จะลงได้ราว 14% ซึ่งถึงลงขนาดนั้นก็ยังถือว่าเป็นขาขึ้นอยู่” นายชยนนท์กล่าว
ส่วนแนวต้านระยะสั้นอยู่ที่ระดับสูงสุดเดิมราว 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากผ่านได้ แนวต้านถัดไปอาจอยู่แถว 7,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ยังไม่ควรให้น้ำหนักกับกรอบนั้นในตอนนี้ ต้องรอดูรอบพักฐานก่อนว่าลงลึกและใช้เวลานานเพียงใด
นายชยนนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นแรงหนุนสำคัญของราคาทองคำ โดยเฉพาะเหตุการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี มองว่าปัจจัยนี้อาจไม่ยืดเยื้อไปตลอดทั้งปี เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นนักธุรกิจที่ไม่น่าต้องการสงครามจริง และการใช้เกมการเมืองระหว่างประเทศอาจมีเป้าหมายเพื่อการต่อรองทางเศรษฐกิจมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยระยะยาวที่ยังสนับสนุนทองคำคือกระบวนการ “ลดการพึ่งพาดอลลาร์” (De-dollarization) ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า และประเด็นคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐเกี่ยวกับภาษีการค้า ซึ่งล้วนส่งผลต่อความเชื่อมั่นในดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ยังไม่มีสินทรัพย์หรือสกุลเงินใดสามารถทำหน้าที่เป็นทุนสำรองแทนดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน นอกจากทองคำ
ทั้งนี้ กระแสการลงทุนในทองคำช่วงที่ผ่านมาได้รับความสนใจอย่างมาก ทั้งในรูปแบบการซื้อขายทองคำโดยตรง และการลงทุนผ่านกองทุนรวมทองคำ รวมถึงกองทุนที่อิงกับหุ้นเหมืองทองและโลหะมีค่าอื่นๆ โดยข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลังสะท้อนว่าปีที่ผ่านมา กองทุนทองคำให้ผลตอบแทนเป็นบวกเกือบทั้งหมด
หากเป็นกองทุนทองคำที่ไปลงทุนตาม SPDR Gold Trust ซึ่งถือครองทองคำจริง ปีที่ผ่านมาผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ราว 90% และกองทุนที่มีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedging) จะทำผลงานได้ดีกว่า เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่า ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนสูงถึง 92% ขณะที่ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) กองทุนทองคำหลายกองให้ผลตอบแทนราว 10-20% โดยกองที่ทำผลงานโดดเด่น เช่น SCBGOLD ของบลจ.ไทยพาณิชย์ ให้ผลตอบแทน YTD เฉลี่ยราว 24% และกองทุน TGOLD ของบลจ.ทิสโก้ ให้ผลตอบแทนราว 26% ซึ่งเป็นกองที่มีผลตอบแทน YTD สูงสุดในกลุ่มกองทุนทองคำ
นอกจากกองทุนทองคำโดยตรงแล้ว ช่วงหลังเริ่มเห็นความนิยมในกองทุนที่ลงทุนในหุ้นเหมืองทองและเหมืองโลหะมีค่าเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนไม่ต้องการถือทองคำยาว แต่ต้องการเก็งกำไรจากความผันผวนที่สูงกว่า โดยหุ้นเหมืองทองมีค่าเบต้าสูงกว่า 1 กล่าวคือ หากราคาทองปรับขึ้น 1% หุ้นเหมืองอาจปรับขึ้น 2-3% แต่ในทางกลับกัน หากราคาทองปรับลงก็จะลงแรงเช่นกัน
ตัวอย่างกองทุนในกลุ่มนี้ เช่น KT-PRECIOUS ของบลจ.กรุงไทย ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นเหมืองโลหะมีค่า ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีสูงถึงราว 200% ส่วนผลตอบแทน ขณะที่ YTD อยู่ประมาณ 25% ขณะที่กองทุน A-RING ของบลจ.แอสเซท พลัส ซึ่งเพิ่งจัดตั้งช่วงปลายปีที่ผ่านมา มีเงื่อนไขว่ารายได้จากทองต้องไม่ต่ำกว่า 25% ของรายได้เหมืองทั้งหมด ให้ผลตอบแทน YTD ราว 22% และแม้เพิ่งเปิดกองได้ไม่ถึง 2 เดือน แต่มีเงินไหลเข้าอย่างรวดเร็ว จนขนาดกองทุนแตะราว 900 ล้านบาท
“มันจะมีนักลงทุนบางกลุ่มที่มองว่าการถือทองคำเฉยๆ ไม่ได้สร้างผลตอบแทน พอเห็นราคาทองขึ้นก็ไม่อยากขัดกับหลักการตัวเอง เลยเลือกไปลงทุนในหุ้นเหมืองทองแทน ซึ่งช่วงหลังเริ่มมีนักลงทุนหันมาสนใจกองทุนที่ลงทุนในหุ้นเหมืองทองมากขึ้น เพราะบางคนไม่ได้อยากถือทองคำยาว แต่ต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่ผันผวนและให้โอกาสทำผลตอบแทนได้สูงกว่า” นายชยนนท์กล่าว