Skip to content

รับมือทุเรียนจันท์ 7 แสนตัน งัด 5 มาตรการดูแลครบวงจร

19 ก.พ. 2569 | 15:15น.
รับมือทุเรียนจันท์ 7 แสนตัน งัด 5 มาตรการดูแลครบวงจร

จันทบุรีวาง 5 มาตรการเข้ม บริหารจัดการทุเรียนคุณภาพแบบครบวงจร รองรับปริมาณผลผลิตเกือบ 7 แสนตัน พร้อมรณรงค์เชิญชวนชาวสวนทุเรียนจันทบุรีนำดินมาตรวจหาสารแคดเมียม สร้างภาพจำและสะท้อนความเชื่อมั่นทุเรียนปลอดภัยให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ประชุมหารือแนวทางการยกระดับคุณภาพผลผลิตไม้ผล (ทุเรียน มังคุด) ให้ปลอดภัยจากสารแคดเมียมและสารปนเปื้อนอื่น ๆ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ภาคประชาสังคม สมาคมการค้า และกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมระดมความคิดเห็นอย่างพร้อมเพรียง

ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการตรวจสอบของสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ที่ยังคงมีความเข้มงวดสูงสุด ทั้งในเรื่องการควบคุมศัตรูพืช สารเคมีตกค้าง สารโลหะหนัก (Cadmium) สาร BY2 รวมถึงปัญหาทุเรียนอ่อนที่ยังเป็นประเด็นเฝ้าระวัง

สำหรับสถานการณ์ผลไม้เมืองจันท์ในปี 2569 มีการคาดการณ์ว่าทุเรียนจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นถึง 20.83% รวมปริมาณกว่า 695,532 ตัน สาเหตุหลักมาจากการที่เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกยางพาราและพืชอื่นมาปลูกทุเรียนมากขึ้น ประกอบกับสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดสูงสุดในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 ในขณะที่มังคุดกลับมีแนวโน้มพื้นที่ปลูกและผลผลิตลดลงราว 5% เหลือเพียงประมาณ 1.7 แสนตัน เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานและการโค่นต้นเพื่อปลูกทุเรียนทดแทน โดยมังคุดจะให้ผลผลิตสูงสุดในช่วงเดือนมิถุนายน

Chanthaburi durian

เพื่อเป็นการรับมือกับปริมาณทุเรียนที่มีปริมาณมากกว่าปีที่ผ่านมา และกติกาการค้าโลกที่เปลี่ยนไป จังหวัดจันทบุรีได้ประกาศใช้ 5 มาตรการหลักในการบริหารจัดการคุณภาพแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้แก่ 1.การควบคุมคุณภาพที่สวน 2.การขึ้นทะเบียนนักคัด-นักตัด 3.มาตรการตรวจก่อนตัด 4.การควบคุมคุณภาพที่ล้ง (โรงคัดบรรจุ) และ 5.การควบคุมคุณภาพตลาดภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังได้มีการรณรงค์ให้เกษตรกรตื่นตัวในการ “ร่วมกันตรวจวิเคราะห์โลหะหนัก (Cadmium) ในดิน-น้ำ-ผลผลิต” ภายในสวนของตนเอง เพื่อเป็นการยืนยันความปลอดภัยและยกระดับมาตรฐาน GAP และ GMP

อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมได้มีเสียงสะท้อนและข้อเสนอแนะจากภาคเกษตรกรเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว โดยเฉพาะความกังวลเรื่อง “ต้นทุน” ที่เพิ่มขึ้นจากการตรวจวิเคราะห์สารแคดเมียม และประเด็นเรื่อง “ความสามารถในการรองรับ” ของห้องปฏิบัติการ หากเกษตรกรทุกคนต้องเร่งตรวจใบรับรองก่อนการส่งออกพร้อมกันในช่วงที่ผลผลิตทะลัก โดยปัจจุบันมีจุดให้บริการหลักเพียง 2 แห่ง ได้แก่ ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมสินค้าเกษตรฯ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี และบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด สาขาฉะเชิงเทรา ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อปริมาณผลผลิตเกือบ 7 แสนตัน

ทั้งนี้ ที่ประชุมจึงมีมติเบื้องต้นให้ใช้แนวทางการ “รณรงค์และประชาสัมพันธ์” ให้เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการมาตรวจวิเคราะห์สารแคดเมียมในดิน น้ำ และผลผลิตตามความสมัครใจ พร้อมทั้งจะมีการพิจารณาแนวทางการเก็บตัวอย่างที่เหมาะสมอีกครั้ง เพื่อไม่ให้กระทบต่อต้นทุนของเกษตรกรมากจนเกินไป

นอกจากนี้ ในส่วนของมังคุด จังหวัดยังได้ผลักดันโครงการ “มังคุดไทยมาตรฐานคิวจันท์” (Q-Chan) เพื่อแก้ไขปัญหามังคุดตกไซซ์และมังคุดผิวดำ มุ่งเน้นการสร้างแบรนด์ผลไม้คุณภาพของจังหวัดเพื่อยกระดับราคาและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร