ข้าวตราฉัตรตั้งเป้าโต 20% ใช้นวัตกรรมช่วยเพิ่มมูลค่า
ข้าวตราฉัตร ชี้ ส่งออกข้าวไทยปี 2569 ลดเหลือ 7 ล้านตัน จากปีก่อน 7.9 ล้านตัน หลังอินเดียคืนตลาด-อาเซียนลดนำเข้า เดินเกมชูจุดขายความพรีเมี่ยม พร้อมดันนวัตกรรม AI โลว์คาร์บอน ตั้งเป้าโตไม่ต่ำกว่า 20%
นายฐิติ ลุจินตานนท์ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจข้าว (ข้าวตราฉัตร) กล่าวว่า ภาพรวมการส่งออกข้าวไทยปี 2569 คาดว่าจะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยกระทรวงพาณิชย์และสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยประเมินว่า ปริมาณส่งออกปีนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 7 ล้านตัน จากปี 2568 ที่ไทยส่งออกได้ 7.9 ล้านตัน
สาเหตุหลักมาจากฤดูกาลเพาะปลูกของหลายประเทศทั่วโลก ปีนี้ค่อนข้างดี ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคาของไทยทำได้ลำบากขึ้น ขณะเดียวกัน ประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ในอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ลดการนำเข้า อย่างไรก็ตาม ในส่วนของซีพี อินเตอร์เทรด ปัจจุบันมีปริมาณค้าข้าวรวมประมาณ 1 ล้านตันต่อปี
ตลาดส่งออกหลักของซีพี อินเตอร์เทรด ยังอยู่ในกลุ่มอเมริกาเหนือ ได้แก่ สหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งเป็นตลาดข้าวพรีเมี่ยมที่ไทยและข้าวตราฉัตรยังรักษาฐานตลาดได้ดี รองลงมาเป็นตลาดยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง โดยสินค้าหลักที่ใช้ทำตลาดส่งออกคือ ข้าวหอมมะลิและข้าวพรีเมี่ยม คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 70% ของการส่งออกทั้งหมด ส่วนกลุ่มรองลงมา ได้แก่ ข้าวหอมปทุมธานี และข้าวขาวพรีเมี่ยม
สำหรับสัดส่วนตลาดของซีพี อินเตอร์เทรด ปัจจุบันตลาดส่งออกคิดเป็นกว่า 70% หรือประมาณ 700,000 ตันต่อปี ส่วนตลาดในประเทศอยู่ที่ 300,000-400,000 ตันต่อปี อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าตลาดในประเทศยังมีโอกาสเติบโตได้เร็วกว่า นอกจากนี้ ท่ามกลางภาวะส่งออกข้าวไทยลดลง อุตสาหกรรมข้าวไทยจำเป็นต้องปรับตัว โดยไม่สามารถแข่งขันด้วยราคาได้ เนื่องจากคู่แข่งสำคัญ เช่น อินเดีย เวียดนาม และเมียนมา มีต้นทุนและราคาต่ำกว่า ดังนั้นทิศทางของไทยและซีพี อินเตอร์เทรด ต้องหันมาแข่งขันด้วยคุณภาพ นวัตกรรม และสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น
กลยุทธ์ของข้าวตราฉัตรจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ข้าวหอมมะลิเท่านั้น แต่ขยายไปสู่กลุ่มข้าวขาวพรีเมี่ยม หรือข้าวขาวพื้นนุ่ม ที่ยังคงความนุ่มและความอร่อยใกล้เคียงข้าวหอมมะลิ แต่มีราคาที่ผู้บริโภคจับต้องได้มากขึ้น รวมถึงข้าวที่ตอบโจทย์สุขภาพ เช่น ข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ หรือข้าว กข 43 และข้าวเพื่อความยั่งยืน เช่น ข้าวโลว์คาร์บอน หรือข้าวรักษ์โลก
ด้านนวัตกรรม บริษัทนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ โดยต้นน้ำเน้นเทคโนโลยีการผลิต การคัดเลือกและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ส่วนกลางน้ำ บริษัทมุ่งพัฒนาโรงงานผลิต โรงปรับปรุงคุณภาพข้าว และโรงสี ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้วิทยาศาสตร์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาบริหารจัดการการผลิต เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างราคาที่แข่งขันได้
ขณะที่ปลายน้ำเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภค เช่น ข้าวแพ็กเล็ก ข้าวบรรจุภัณฑ์สะดวกใช้ เปิดแล้วเก็บได้ รวมถึงสินค้าแปรรูปจากข้าว โดยเริ่มต่อยอดจากข้าวสารไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม เช่น เส้นเล็กอบแห้ง และผลิตภัณฑ์จากแป้งข้าว รวมถึงอยู่ระหว่างศึกษาพัฒนาข้าวพร้อมทาน ข้าวผสมวิตามิน ข้าวเสริมโปรตีน และน้ำมันรำข้าว ทั้งนี้ ปีนี้บริษัทตั้งเป้าเติบโตไม่ต่ำกว่า 20%

