เตือนซัพพลายเชนเร่งสปีดรับ Net Zero
เกมการค้าโลกเริ่มบีบลดคาร์บอนเป็นศูนย์ รับ CBAM มีผล ส.อ.ท.ชี้บริษัทใหญ่ “โตโยต้า-เดลต้า-ไทยเม็ททอล” ประกาศ Corporate Policy-Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี เข้มลดจริง ไม่รับคาร์บอนเครดิต เตือนคู่ค้า-เอสเอ็มอีทั้งห่วงโซ่อุปทานปรับตัวด่วน ไม่งั้นถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เร่งรัฐออก พ.ร.บ. Climate Change ดันไฟฟ้าสีเขียว
นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แรงกดดันจากกติกาการค้าโลกด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะมาตรการ (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM ) ของสหภาพยุโรปที่เริ่มบังคับใช้แล้ว กำลังสร้างแรงกดดันให้ผู้ผลิตทุกกลุ่มอุตสาหกรรมเร่งปรับตัวลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งเป้า Corporate Policy และ Net Zero ให้เร็วขึ้น ขณะที่สหราชอาณาจักรกำลังเดินหน้าตามแนวทาง CBAM เช่นกัน รวมถึงออสเตรเลียที่อยู่ระหว่างศึกษา
แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะยังไม่มีความชัดเจน แต่ในอนาคตอาจเป็นหนึ่งในมาตรการที่เกิดขึ้น และด้วยหลักการของ CBAM คือการกำหนดต้นทุนคาร์บอนให้กับสินค้านำเข้า โดยพิจารณาจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ฝังอยู่ในกระบวนการผลิตสินค้า ยิ่งสินค้ามีคาร์บอนสูงผู้ส่งออกก็จะต้องรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น
ดังนั้นผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก นอกจากนี้ CBAM ของยุโรปยังไม่ยอมรับการนำคาร์บอนเครดิตหรือใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (I-REC) มาใช้ชดเชยการปล่อยคาร์บอน เนื่องจากคาร์บอนเครดิตเป็นกลไกในตลาดภาคสมัครใจ (Voluntary Market) ขณะที่ CBAM อยู่ภายใต้กลไกภาคบังคับ (Compliance Market)
ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อภาคอุตสาหกรรมไทย สินค้าที่ได้รับผลกระทบจาก CBAM มากที่สุดของไทยคือ กลุ่มเหล็กและอะลูมิเนียม โดยเหล็กมีมูลค่าส่งออกไปยุโรปมากกว่าหมื่นล้านบาท ส่วนอะลูมิเนียมมีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท
ขณะที่สินค้าประเภทปูนซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า หรือไฮโดรเจน ไทยส่งออกไปยุโรปในปริมาณไม่มาก จึงได้รับผลกระทบจำกัด ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. Climate Change) รวมถึงเครื่องมืออย่างภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) เพื่อให้สามารถอธิบายคู่ค้าได้ว่าผู้ประกอบการไทยได้มีการรับภาระต้นทุนคาร์บอนภายในประเทศแล้ว
อย่างไรก็ตามแม้ CBAM จะเป็นประเด็นสำคัญ แต่สิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมไทยโดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนที่อยู่ใน Tier 2, 3 และ 4 ต้องจับตาไม่แพ้กันคือ Corporate Policy หรือข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทข้ามชาติ โดยบริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ อย่างโตโยต้า, เดลต้า อิเล็กทรอนิกส์, ไทยเม็ททอล อลูมิเนียม เริ่มปรับแผนเร็วขึ้น
จากเดิมตั้งเป้าบรรลุ Carbon Neutrality ในปี 2050 (2593) มาเป็นปี 2035 (2578) หรือเร็วขึ้นถึง 15 ปี พร้อมตั้งเป้าใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% หรือ RE100 ในกระบวนการผลิต การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลต่อไปยังซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนรายใหญ่ (First Tier Supplier) ที่ต้องปรับเป้าหมายให้สอดคล้องกับลูกค้าหลักของตนเอง
ที่สำคัญ Toyota ประกาศแนวทาง No Offset ภายในปี 2035 ซึ่งหมายความว่าจะไม่อนุญาตให้ใช้คาร์บอนเครดิตหรือ I-REC มาเป็นเครื่องมือชดเชยการปล่อยคาร์บอนอีกต่อไป แต่ต้องลดการปล่อยจริงจากกระบวนการผลิต สร้างแรงกดดันอย่างมากต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และ Micro SMEs ในระดับ Tier 4 และ Tier 5 ที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากต้องเร่งปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ของลูกค้าระดับโลก
ความท้าทายสำคัญคือ โครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเป็นหลัก โดยกว่า 50-60% มาจากก๊าซธรรมชาติ ขณะที่พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนเพียง 15% เป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียน 80-100% ในอนาคตไม่สามารถทำได้ด้วยการลงทุนของภาคเอกชนเพียงอย่างเดียว ภาคอุตสาหกรรมจึงคาดหวังให้ภาครัฐเร่งพัฒนาระบบจัดหาไฟฟ้าสีเขียวผ่านโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศ (Utility Green Tariff : UGT) เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายสุพจน์ สุขพิศาล ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เป้าหมาย Carbon Neutrality ของ Toyota ไม่ได้เกินความคาดหมายแต่ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก
ที่ผ่านมาคู่ค้าได้สื่อสารให้กับซัพพลายเออร์รับทราบมาโดยตลอด แต่ทว่าการจะปรับตัว ทั้งการลดคาร์บอน มันไม่ใช่แค่กิจกรรมอย่างการปลูกป่าเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงการที่ต้องลงทุนติดโซลาร์บนหลังคา ลงทุนติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System : ESS) ที่น่าห่วงคือ กลุ่ม Tier 2 และ 3 เป็นต้นไป ที่ต้องพยายามและจริงจังในการลดคาร์บอนได้มากกว่านี้ให้ได้
“เมื่อคู่ค้ามีนโยบายแบบนั้น ก็ถือว่าโหดอยู่ อย่าง Tier 1 ของ Toyota ก็คือ Denso เขาต้องทำเพราะแม่สั่ง แต่โดยรวมแล้วที่ผ่านมาส่วนใหญ่เขาก็จะเข้ามาช่วยเพื่อให้ทุกฝ่ายเดินไปพร้อม ๆ กัน เขาก็ไม่ต้องการให้เราตกขบวนหรือตามเขาไม่ทัน เพราะเขาก็ไม่สามารถไปพึ่งพิงซัพพลายเออร์จากชาติอื่นได้นอกจากไทยแล้ว ด้วยการเป็นคู่ค้ากันมานาน เขายังไม่ไว้ใจเรื่องมาตรฐานและความพร้อมของซัพพลายเออร์สัญชาติอื่น”