‘แอร์สาว’ กระทบภาพลักษณ์การบินไทย หวั่นออสเตรเลียแบนทุบ ‘ฮับการบิน’
เมลเบิร์นเอฟเฟ็กต์ แอร์โฮสเตสรับหิ้วของกระทบภาพลักษณ์ประเทศไทย วงในเผยการบินไทยเผชิญความเสี่ยงสูง แนะเร่งสื่อสารสร้างสัมพันธ์การทูตเชิงรุกกับรัฐบาลออสเตรเลีย บรรเทาความเสียหาย ชี้หาก Kangaroo Route จุดเชื่อมต่อผู้โดยสารจากยุโรปและเอเชียใต้ไปออสเตรเลีย 3 พอร์ตใหญ่ “ชิดนีย์-เมลเบิร์น-เพิร์ท” ถูกแบนกระทบหนักยุทธศาสตร์ Network Airline สูญรายได้ต่อปีไม่ต่ำกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท นายกฯอนุทินยกเป็นวาระแห่งชาติ หวั่นสะเทือนเป้าหมาย Aviation Hub
แหล่งข่าวในธุรกิจการบินเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ต้องยอมรับว่ากรณีแอร์โฮสเตสสาวของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ไปถูกจับยาเสพติดขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่บนเที่ยวบินระหว่างประเทศและเดินทางถึงสนามบินเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างรุนแรงในสายตาต่างชาติ ทั้งภาพลักษณ์ของประเทศ ภาพลักษณ์ของการบินไทย แม้ว่าจะเป็นการกระทำส่วนบุคคลจากพนักงานทั้งหมด 16,000-17,000 คนก็ตาม
รวมถึงความเชื่อมั่นในระบบความปลอดภัยและการตรวจสอบ ซึ่งอาจถูกมองว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการส่งออกยาเสพติด ซึ่งในระดับสากลนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระยะยาวได้
เร่งชี้แจงสถานทูตรักษาสัมพันธ์
แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า ในประเด็นที่เกิดขึ้นนี้สิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทการบินไทยต้องยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และรีบทำหนังสือชี้แจงและเข้าพบอย่างเป็นทางการ เพื่อรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงให้ข้อมูลในเรื่องของมาตรการ ข้อบังคับต่าง ๆ ของบริษัทต่อสถานทูตออสเตรเลียในประเทศไทย และหน่วยงานระหว่างประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันการถูกแบนเส้นทางบิน
“ที่ผ่านมาออสเตรเลียกับประเทศไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีมาก คดีนี้อาจเป็นเพียงแค่ 1% ที่เป็นปัญหา คงไม่ถึงขนาดสั่งแบนเส้นทางบินของการบินไทย” แหล่งข่าวกล่าว และว่า ดังนั้นรัฐบาลไทยและบริษัทการบินไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องแสดงสปิริตเพื่อบรรเทาความเสียหาย และรักษาระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีไว้ต่อไป
หวั่นกระทบ Network Airline
แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า หากถูกแบนเส้นทางบินสู่ตลาดออสเตรเลีย บริษัทการบินไทยจะได้รับผลกระทบหนักมาก เนื่องจากออสเตรเลีย หรือที่อุตสาหกรรมการบินนิยมเรียกว่า Kangaroo Route ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อผู้โดยสารจากยุโรปและเอเชียใต้ไปยังออสเตรเลียจำนวน 3 พอร์ตใหญ่คือ ชิดนีย์ เมลเบิร์น และเพิร์ท เป็นตลาดที่ดีมาก และจะส่งผลกระทบทันทีต่อกลยุทธ์ Balance Network Strategy ของสายการบินไทยที่วางยุทธศาสตร์ในการเป็น Network Airline
“ปัจจุบันการบินไทยมุ่งขายเส้นทางที่เป็นคอนเน็กติ้งมากขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางยุโรปและออสเตรเลีย จากเดิมที่ขายแต่เส้นทางเข้า-ออกประเทศไทยเป็นหลัก การบินไทยมองตลาดที่มากกว่าประเทศไทย เช่น ขายจากลอนดอนเข้าซิดนีย์ ขายจากซิดนีย์ไปเส้นทางในยุโรป ในอดีตขายแค่จากซิดนีย์มากรุงเทพฯ อย่างเส้นทางอินเดียก่อนหน้านี้ผู้โดยสารจะเข้ามากรุงเทพฯ 65-70% อีก 30-35% ต่อไปที่อื่น วันนี้สัดส่วนระหว่างเข้ากรุงเทพฯ กับเชื่อมต่อไปที่อื่นคิดเป็นสัดส่วน 50/50”
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การบินไทยประกาศวางกลยุทธ์สร้างการเติบโตด้านรายได้และปริมาณผู้โดยสาร โดยมุ่งเป็น “Network Airline” โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) และดำเนินกลยุทธ์ Balance Network Strategy มาตั้งแต่ในช่วงฟื้นฟูกิจการ โดยกลยุทธ์ดังกล่าวทำให้การบินไทยประสบความสำเร็จ มีผลประกอบการและมีศักยภาพในการสร้างกำไรที่ดีขึ้น ปัจจุบันการบินไทยมีสัดส่วนผู้โดยสาร Network เพิ่มสูงขึ้นถึง 40-50%
3 พอร์ตรายได้ 1.6 หมื่นล้าน
ทั้งนี้ปี 2568 ที่ผ่านมาบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อยมีรายได้รวม 190,277 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 1.2% เป็นรายได้จากออสเตรเลียรวม 3 พอร์ตคือ ชิดนีย์ เมลเบิร์น และเพิร์ท รวม 15,297 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 6.2% คิดเป็นสัดส่วน 8.04% ของรายได้รวม โดยมีปริมาณการผลิต (ASK) เพิ่มขึ้น 11.8% และมีปริมาณการขนส่ง (RPK) 11.2% มีอัตราการบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ย 77.9%
สำหรับไตรมาส 1/2569 ที่ผ่านมาบริษัทการบินไทยและบริษัทย่อยมีรายได้รวม 51,029 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 1.2% โดยตลาดออสเตรเลียมีรายได้ 4,052 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 1.7% คิดเป็นสัดส่วน 8% ของรายได้รวม
“การบินไทยวางเป้าหมายรายได้รวมปีนี้ไว้ที่ประมาณ 200,000 ล้านบาท หากเป็นไปตามเป้าหมาย คาดว่าตลาดออสเตรเลียน่าจะมีรายได้รวมไม่ต่ำกว่า 16,000 ล้านบาท ซึ่งหากถูกแบนเข้าออสเตรเลียอย่างต่ำการบินไทยจะสูญเสียรายได้ส่วนนี้ไปแน่นอน”
รับกระทบภาพลักษณ์สายการบิน
ด้าน นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า กรณีดังกล่าวบริษัทได้สั่งให้ลูกเรือรายนี้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในทันที พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง หากผลการสอบสวนชี้ชัดว่าเป็นความจริงก็จะดำเนินการลงโทษขั้นสูงสุดด้วยการเลิกจ้างทันที เนื่องจากเป็นพฤติกรรมที่สร้างความเสียหายและเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของสายการบินแห่งชาติ ส่วนกระบวนการทางกฎหมายภายนอกประเทศบริษัทจะไม่เข้าไปแทรกแซง และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศออสเตรเลีย
“ยอมรับว่าเหตุการณ์ครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองของประเทศออสเตรเลียสำหรับลูกเรือสายการบิน รวมถึงคนไทยที่ไปเที่ยวที่อาจเจอกับขั้นตอนที่ยุ่งยากและซับซ้อนขึ้น แต่ก็เชื่อมั่นว่ารัฐบาลออสเตรเลียจะพิจารณาแยกแยะกรณีเป็นรายบุคคล และไม่นำเหตุการณ์เดียวมาตัดสินทั้งหมด”
อนุทินยกเป็นวาระแห่งชาติ
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในส่วนของรัฐบาลนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้เรียกประชุมหน่วยงานด้านการปราบปรามยาเสพติด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและอุดช่องโหว่การลักลอบขนยาเสพติดออกนอกประเทศ
เนื่องจากคดีนี้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยอย่างมาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อนโยบายที่กำลังผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบิน หรือ Aviation Hub ของภูมิภาค
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกล่าวในโอกาสร่วมประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ครั้งที่ 2/2569 ว่าจะยกให้ปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องร่วมกันแก้ไข เนื่องจากเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง และความเป็นประเทศไทย ซึ่งหากทำเรื่องนี้ไม่ได้เวลาไปไหนก็จะต้องถูกตรวจพิเศษ หรือมีวีซ่าพิเศษ และไม่เชื่อมั่นในพาสปอร์ตไทย นอกจากนี้ปัญหายาเสพติดยังมีผลต่อความเชื่อมั่นของการลงทุนจากต่างประเทศด้วย