ม็อบลุ่มน้ำกก ยื่นกงสุลจีนจ.เชียงใหม่ หยุดจีนสีเทาปล่อยโลหะหนักกระทบนับล้าน
เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำกก จ.เชียงใหม่และจ.เชียงราย ยื่นหนังสือร้องเรียนถึงประธานาธิบดีจีน 4 ข้อ ผ่านกงสุลใหญ่จีนประจำเชียงใหม่ หยุดจีนสีเทาปล่อยโลหะหนักกระทบนับล้าน ชี้เตรียมเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ยื่นหนังสือถึงนายกฯ แก้ไขวิกฤตสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนนี้อย่างจริงจัง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 11.30 น. กลุ่ม “เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง” ประมาณ 20 คน ซึ่งเดินทางมาจากจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ได้รวมตัวกันบริเวณหน้าสถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนถึง ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน
โดยเรียกร้องให้รัฐบาลจีนเข้ามาควบคุมดูแลและตรวจสอบกิจกรรมเหมืองแร่ของกลุ่มทุนจีนในประเทศเมียนมา ที่มีการปล่อยสารโลหะหนักข้ามพรมแดนลงสู่แม่น้ำสายหลักในภาคเหนือของไทย แต่ในระหว่างที่กลุ่มผู้ชุมนุมกำลังปักหลักรอการยื่นหนังสือ ได้เกิดเหตุชุลมุนขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ากระชับพื้นที่และผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุม จนเกิดการปะทะกันขึ้น ท่ามกลางสายตาของสื่อมวลชนจำนวนมาก ส่งผลให้แกนนำเยาวชนที่ยืนถือป้ายรณรงค์ 2 ราย ถูกแรงผลักอย่างรุนแรง ล้มลงกระแทกพื้นจนได้รับบาดเจ็บ และมีการยืนยันในเบื้องต้นว่ามีผู้บาดเจ็บแขนหัก 2 ราย


นายสายัณห์ ข้ามหนึ่ง ผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต และแกนนำเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า “ค่อนข้างเสียใจกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ น้องๆ ถือป้าย 2 คนถูกผลัก ตอนนี้ได้รับแจ้งว่าแขนหัก ซึ่งพวกเราไม่ได้ดันเข้าไปเพื่อที่จะชุลมุนหรือบุกรุก เรายืนยันแล้วว่าจะอยู่ในจุดที่เจ้าหน้าที่เตรียมไว้ให้ และเจตนาคือการมายื่นหนังสือเดือดร้อน ไม่ได้มาประท้วงรุนแรง ไม่คิดว่าจะต้องเผชิญกับการใช้ความรุนแรงต่อหน้าสื่อมวลชนขนาดนี้”
สำหรับเนื้อหาในหนังสือร้องเรียนที่เครือข่ายฯ นำมายื่นในวันนี้ ระบุว่า ปัจจุบันวิกฤตสารพิษประเภทโลหะหนัก ทั้งสารตะกั่ว ปรอท และสารหนู ที่ไหลมาจากเหมืองแร่สัญชาติจีนในเมียนมา ได้สร้างความเสียหายข้ามพรมแดนอย่างมหาศาล โดยส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมลุ่มน้ำโขงกว่า 110,000 ไร่ ชาวประมงพื้นบ้านใน 60 หมู่บ้านต้องสูญเสียอาชีพเนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขประกาศเตือนห้ามบริโภคสัตว์น้ำที่ปนเปื้อนสารพิษสะสมระยะยาวคล้ายโรคมินามาตะ

นายสายัณห์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ในเขตตัวเมืองเชียงราย ประชาชนกว่า 40,000 ครัวเรือน หรือราว 120,000 คน ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการใช้น้ำประปาที่ปนเปื้อนสารโลหะหนัก จนการประปาส่วนภูมิภาคเชียงรายต้องเร่งหาแหล่งน้ำดิบใหม่ ขณะที่พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ยังไม่มีมาตรการแก้ไขที่เป็นรูปธรรม ซึ่งหากประเมินภาพรวมประชากรลุ่มน้ำที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด อาจสูงเกินกว่า 1 ล้านคน
ทางเครือข่ายฯ จึงได้ยื่น 4 ข้อเรียกร้องหลักถึงรัฐบาลจีน ได้แก่
1.ให้รัฐบาลจีนใช้อำนาจกำกับดูแลและยุติการสนับสนุนกลุ่มทุนจีนที่ทำเหมืองแร่ปล่อยมลพิษข้ามพรมแดน
2.ตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) แหล่งที่มาของแร่ทุกชนิดที่นำเข้าจากเมียนมาผ่านไทยไปจีน
3.เรียกร้องให้ทางการจีนใช้กลไกความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (MLC) ในการลงพื้นที่รับฟังเสียงประชาชนและวางแผนฟื้นฟูเยียวยา
4.จัดตั้งคณะผู้ตรวจสอบร่วมพหุภาคีรวมถึงตัวแทนประเทศไทย เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบเหมืองแร่ในเมียนมาอย่างโปร่งใส

ทั้งนี้ นายสายันต์ระบุด้วยว่า หลังจากนี้ทางเครือข่ายฯ มีแผนจะยกระดับการเคลื่อนไหว โดยเตรียมเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีของไทยโดยตรง เนื่องจากมองว่ารัฐบาลไทยยังไม่ได้ให้ความสนใจหรือยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแก้ไขวิกฤตสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนนี้อย่างจริงจังเท่าที่ควร
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางสถานกงสุลใหญ่จีน ไม่ได้ส่งตัวแทนออกมารับหนังสือร้องเรียนดังกล่าว ทำให้ทางกลุ่มเครือข่ายฯ ตัดสินใจเปลี่ยนแผนด้วยการยื่นหนังสือผ่าน นายบุรินทร์ ใจจะนะ ป้องกันจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งต่อไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้ช่วยประสานงานและส่งต่อหนังสือฉบับนี้ไปยังกงสุลจีนตามลำดับต่อไป
