“เอกนัฏ” แบ่ง 10,000 เมกะวัตต์ จาก PDP2026 ให้ “โซลาร์ประชาชน” เหลือ 1 สัปดาห์รับฟังความคิดเห็น
“เอกนัฏ” เผย PDP2026 เปลี่ยนหลังคาบ้านที่ดินประชาชนให้เป็นโรงไฟฟ้าประชาชน ตั้งเป้า 10,000 เมกะวัตต์ใน 10 ปี เปิดทางประชาชนผลิตไฟฟ้าขายคืนเข้าระบบในราคาที่เป็นธรรม ลดภาระค่าไฟ พร้อมดันสัดส่วนพลังงานสะอาดไกลสุดที่ 89% รับเศรษฐกิจยุคใหม่และเป้าหมาย Net Zero ย้ำเป็นแผนที่สะอาดที่สุด มั่นคงที่สุด เป็นธรรมที่สุด เหลือเวลาอีก 1 สัปดาห์รับฟังความคิดเห็น
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงทิศทางร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP2026 ในงาน THE BIG ISSUE PDP 2026 ENERGY GREEN POWER จัดโดยฐานเศรษฐกิจ ว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งสำคัญ โดยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) ฉบับนี้จะต้องตอบโจทย์ 3 ด้าน คือ สะอาดที่สุด มั่นคงที่สุด และเป็นธรรมที่สุด เพื่อรองรับทั้งประชาชนและการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมยุคใหม่ ประเด็นสำคัญของแผนนอกจกาการพิ่มสัดส่วนสพลัลงานสะอาดแล้ว ยังเปลี่ยนากผู้ใช้เป็นผู้ผลิตนั่นคือการเปลี่ยนแนวคิด Solar Rooftop จากเดิมที่เน้นเพียงการปลดล็อกให้ประชาชนติดตั้งแผงโซลาร์เพื่อผลิตไฟใช้เอง จากนี้จะให้หลังคาประชาชนกลายเป็นโรงไฟฟ้าของประชาชน โดยในช่วง 10 ปีแรกของแผน เตรียมแบ่งกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดประมาณ 24,000 เมกะวัตต์ และจะจัดสรร 10,000 เมกะวัตต์ให้ภาคประชาชนโดยเฉพาะ แนวทางดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้หลังคาบ้านหรือพื้นที่ที่มีอยู่ติดตั้งแผงโซลาร์ ขณะที่ภาครัฐอาจเข้ามาสนับสนุนด้านเงินลงทุนหรือเงินกู้ และให้การไฟฟ้ารับซื้อไฟเข้าสู่ระบบในราคาที่เป็นธรรม ทำให้ประชาชนเปลี่ยนจากผู้ใช้ไฟเพียงอย่างเดียว เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟ และมีโอกาสเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าของตัวเอง

“10,000 เมกะวัตต์จะแบ่งให้กับประชาชน เพราะที่ดินก็มีแล้ว บ้านก็มีแล้ว หลังคาก็มีแล้ว ไม่ต้องไปลงทุนเพิ่มมากเหมือนโซลาร์ฟาร์ม แต่ต้องให้ราคาที่เป็นธรรม”
สำหรับ PDP2026 เป็นแผนระยะยาว 25 ปี ถึงปี 2050 โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจากปัจจุบันที่ต่ำกว่า 20% เป็นประมาณ 50% ใน 10 ปีแรก และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังจากนั้น โดยทางเลือกของแผนมีสัดส่วนพลังงานสะอาดในปี 2050 ตั้งแต่ประมาณ 65% ถึง 89% ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี Carbon Capture เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ซึ่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานมีความจำเป็นมากขึ้นจากความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้เห็นชัดว่าประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานมากเกินไปจะมีความเสี่ยงสูง ทั้งต่อต้นทุนค่าครองชีพและต้นทุนการประกอบธุรกิจ
ปัจจุบันไทยนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 90% ขณะที่การผลิตไฟฟ้ายังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติประมาณ 60% และมี LNG นำเข้าประมาณ 30% ของก๊าซที่ใช้ผลิตไฟฟ้า เมื่อราคาก๊าซตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นย่อมกระทบต่อต้นทุนผลิตไฟฟ้าและค่าไฟของประเทศโดยตรง ดังนั้นการเพิ่มพลังงานแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล และพลังงานสะอาดประเภทอื่น จะช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า ขณะเดียวกันชีวมวลยังช่วยสร้างตลาดให้กับวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ลดการเผา และสร้างรายได้กลับไปสู่เกษตรกร
นอกจากนี้ PDP 2026 ยังเปิดทางให้เกิดตลาดไฟฟ้าสะอาดที่มีการแข่งขันมากขึ้นผ่าน Direct PPA ซึ่งเดิมทดลองในรูปแบบ Sandbox สำหรับ Data Center ที่ 2,000 เมกะวัตต์ แต่ล่าสุดมีแนวทางเปิดกว้างไม่จำกัดเฉพาะ Data Center และไม่จำกัดเพดาน 2,000 เมกะวัตต์ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจที่ต้องการไฟสะอาดสามารถเลือกซื้อไฟจากผู้ผลิตได้อย่างเสรีและโปร่งใส แนวทางทั้งหมดจะทำให้โครงสร้างตลาดไฟฟ้าเปลี่ยนจากเดิมที่ผู้ผลิตรายใหญ่เป็นผู้มีบทบาทหลัก ไปสู่ระบบที่ประชาชน ผู้ประกอบการ โรงงาน และภาคธุรกิจสามารถเข้ามาเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้ด้วย โดยทุกเทคโนโลยีจะต้องแข่งขันกันทั้งด้านราคา คุณภาพ และความปลอดภัย
ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนาระบบ Smart Grid และ Energy Storage เพื่อบริหารไฟฟ้าที่ผลิตจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนซึ่งมีความผันผวน ให้สามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างมั่นคง PDP2026 จึงไม่ใช่เพียงแผนเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้า แต่เป็นการออกแบบระบบพลังงานใหม่ทั้งระบบ โดยมีประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของการผลิต และต้องทำให้ผลประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านพลังงานกระจายตัวอย่างเป็นธรรม
“แผนครั้งนี้ต้องสะอาดที่สุด มั่นคงที่สุด และเป็นธรรมที่สุด โดยเฉพาะ 10,000 เมกะวัตต์โซลาร์ประชาชน จะเป็นโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า ไม่ใช่เพียงเป็นผู้รับภาระค่าไฟเท่านั้น”
ทั้งนี้ในการรับฟังความคิดเห็นร่างแผน PDP 2026 เหลือเวลาอีก 1 สัปดาห์ ซึ่งในแผนสามารถปรับปรุงได้จากความคิดเห็นจากทุกส่วนก่อนเสนอ กพช. และประกาศ