สัมปทานรังนกพัทลุง 500 ล้านไร้เอกชนยื่นซองประมูล จี้มหาดไทยปลดล็อกกฎหมาย ดันส่งออกจีน
สัมปทานรังนกอีแอ่นพัทลุงสะดุด ประมูลครั้งแรกไร้เอกชนยื่นซอง หลังคณะกรรมการรังนกอีแอ่นพัทลุงประกาศประมูลเงินอากรรังนกอีแอ่น กำหนดราคากลางไว้ที่ 500 ล้านบาท ขณะที่ราคาตลาดรังนกบ้านร่วงเหลือ 6,000-7,000 บาท/กก. หลังรังนกอินโดนีเซียถูกจีนระงับนำเข้าไหลทะลักเข้าตลาดอาเซียน ผู้ประกอบการหวั่นกระทบสัมปทานรังนกธรรมชาติ จี้มหาดไทยเร่งปลดล็อกกฎหมายอาคารนกแอ่น เปิดทางส่งออกจีน
รายงานข่าวจากจังหวัดพัทลุงว่า การประมูลเงินอากรรังนกอีแอ่นจังหวัดพัทลุง ครั้งที่ 4 ซึ่งบริษัท สยามเนสท์ 2022 จำกัด ได้รับสัมปทานในวงเงิน 400 ล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี ได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569
สำหรับการเปิดประมูลสัมปทานรังนกอีแอ่น ครั้งที่ 5 คณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่นจังหวัดพัทลุง กำหนดราคากลางไว้ที่ 500 ล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี โดยเปิดจำหน่ายซองประกวดราคาในราคาซองละ 10,000 บาท ระหว่างวันที่ 17 กรกฎาคม-19 สิงหาคม 2569 ณ กองคลัง อบจ.พัทลุง และกำหนดเปิดซองวันที่ 20 สิงหาคม 2569
อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าไม่มีเอกชนเข้าซื้อซองประกวดราคา ทำให้การประมูลครั้งแรกไม่สามารถเดินหน้าได้ ก่อนที่คณะกรรมการฯ จะประกาศประมูลเงินอากรรังนกอีแอ่น ครั้งที่ 2 โดยวิธีคัดเลือก ยังคงกำหนดราคากลางไว้ที่ 500 ล้านบาท พร้อมมีหนังสือเชิญบริษัทต่าง ๆ ให้เข้ารับเอกสารและยื่นซองเสนอราคา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีบริษัทเข้ายื่นข้อเสนอเช่นกัน

ทั้งนี้ ภายหลังสิ้นสุดสัมปทาน บริษัท สยามเนสท์ 2022 จำกัด ได้ร่วมกับคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่นจังหวัดพัทลุง ส่งมอบ-รับมอบพื้นที่หมู่เกาะสัมปทานจัดเก็บรังนกอีแอ่น โดยมีการตรวจสอบอาคารและโรงเรือนต่าง ๆ พบว่าสภาพเรียบร้อย สามารถใช้งานได้ และไม่มีการรื้อถอน
นอกจากนี้ ตัวแทนบริษัท สยามเนสท์ 2022 จำกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจถ้ำรังนก 4 แห่ง ได้แก่ ถ้ำรอดดิน ถ้ำรื่น ถ้ำเนียงเคย และถ้ำน้ำ พบว่าสภาพโดยรวมสะอาด หลังจากมีการจัดเก็บรังนกครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 พบว่ารังนกส่วนใหญ่ถูกจัดเก็บไปแล้ว เหลือเพียงรังที่อยู่ระหว่างการสร้างใหม่จำนวนเล็กน้อย และยังมีลูกนกตัวอ่อนที่ยังไม่โตเต็มวัยอยู่ในรังประมาณ 1%
ผู้ว่าฯ ระดมกำลังคุมเข้ม
นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอาการรังนกอีแอ่นจังหวัดพัทลุง ระบุว่า กำลังเจ้าหน้าที่รัฐจะเข้าไปดูแลหมู่เกาะรังนกอีแอ่น หลังจากหมดสัญญาสัมปทาน ประกอบด้วย 1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 2. ฝ่ายปกครอง 3. ตำรวจ และ 4. อบจ.พัทลุง
โดยผวจ.พัทลุง ได้เน้นย้ำให้ทุกฝ่ายได้ปฏิบัติหน้าที่ในการป้องปรามการลักรังนกอีแอ่นอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อมิให้เกิดเรื่องฉาวโฉ่เหมือนครั้งที่ผ่านมา
โดยเฉพาะการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบนี้จะต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลงคำสั่งกันใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และให้ปรับลดกำลังเจ้าหน้าที่ให้เหลือเพียงร้อยละ 50 ของครั้งที่ผ่านมา ที่มีกำลังในการป้องปรามการขโมยรังนกอีแอ่นที่มีมากถึง 134 คน
เนื่องจากในขณะนี้มีเงินในการเฝ้าระวังการลักรังนกอีแอ่นเพียง 3 แสนบาท และขอให้เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลหลวงได้ปฏิบัติหน้าที่ไปพรางก่อน จนกว่าคำสั่งจะแล้วเสร็จ ในส่วนของการเปิดประมูลรังนกอีแอ่นในครั้งที่ 3 ทางคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอาการรังนกอีแอ่นจังหวัดพัทลุง ก็จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
รังนกต่างชาติทะลักกดราคา
แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการรังนกแอ่นภาคใต้ เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ราคาสินค้ารังนกอีแอ่นปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วงปี 2568-2569 โดยมีปัจจัยสำคัญจากรังนกต่างประเทศที่ไหลเข้าสู่ตลาดอาเซียน โดยเฉพาะตลาดรังนกแอ่นไทย ส่งผลให้เกิดภาวะอุปทานเพิ่มขึ้นและราคาตลาดปรับลง
ปัจจุบันรังนกบ้านมีราคาอยู่ที่ 6,000-7,000 บาท/กก. จากเดิมประมาณ 10,000 บาท/กก. ขณะที่รังนกธรรมชาติปรับลดลงเหลือ 40,000-70,000 บาท/กก. จากช่วงที่เคยมีราคาสูงถึง 100,000-120,000 บาท/กก.
สาเหตุสำคัญมาจากประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดรังนกขนาดใหญ่ของโลก ระงับการนำเข้ารังนกจากอินโดนีเซีย หลังตรวจพบสารตกค้างที่อาจเกี่ยวข้องกับสารปรอทในกระบวนการทำความสะอาดรังนก ส่งผลให้รังนกจากอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ ไม่สามารถส่งออกไปจีนได้ตามปกติ ซึ่งอยู่ระหว่างของการแก้ไขเจรจากันอยู่ขณะนี้ที่ยังไม่มีข้อยุติส่งผลให้รังนกถูกระบายเข้าสู่ตลาดประเทศอื่นในภูมิภาค โดยเฉพาะไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย โดย ในช่วงที่ผ่านมา มีรังนกจากอินโดนีเซียเข้ามาในตลาดไทยเป็นล็อตใหญ่ บางล็อตมีปริมาณ 900 กก. ถึง 1 ตัน
แหล่งข่าวกล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีลานประมูลรังนกอยู่หลายพื้นที่ ตั้งแต่สุราษฎร์ธานี ตราด กรุงเทพฯ และจังหวัดอื่น ๆ จะมีการเปิดประมูล 11-13 ครั้งต่อเดือน และแต่ละลานมีรังนกเข้าสู่การประมูลไม่ต่ำกว่า 1.5-2 ตัน/ครั้ง ขณะที่กรุงเทพฯ มีปริมาณประมาณ 2 ตัน/ครั้ง โดยเฉพาะในเดือนสิงหาคม 2569 คาดว่ารังนกที่เข้าสู่การประมูลทั่วประเทศมีปริมาณรวมไม่น้อยกว่า 25 ตัน ราคาเฉลี่ย 8,000 บาท/กก. คิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท

หวั่นกระทบสัมปทานรังนกธรรมชาติ
แหล่งข่าวกล่าวว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการกังวลคือรังนกต่างประเทศที่เข้ามาในไทยจะเข้าสู่ตลาดประมูลหรือไม่ เพราะจะส่งผลกระทบต่อราคารังนกบ้านและรังนกถ้ำหรือรังนกธรรมชาติ โดยเฉพาะการประมูลสัมปทานรังนกธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นในช่วงนี้ที่เกาะสี่-เกาะห้า ต.เกาะหมาก อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง ซึ่งเป็นแหล่งรังนกธรรมชาติสำคัญ และกำลังจะสิ้นสุดสัมปทานในเดือนกันยายน 2569 ก่อนเปิดประมูลสัมปทานรอบใหม่ เช่นเดียวกับ จ.สุราษฎร์ธานี ที่เตรียมเปิดประมูลสัมปทานรังนกเช่นกัน
จี้ปลดล็อกกฎหมายดันรังนกไทยส่งออก
นายกมลศักดิ์ เลิศไพบูลย์ กรรมการสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจรังนกแอ่น (ประเทศไทย) และกรรมาธิการรังนกอีแอ่น สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า รังนกไทยกำลังเผชิญปัญหาราคาตกต่ำจากรังนกต่างประเทศที่เข้ามา โดยรังนกบ้านลดจาก 10,000 บาท/กก. เหลือ 6,000-7,000 บาท/กก. ขณะที่รังนกธรรมชาติลดลงเหลือประมาณ 50,000 บาท/กก. จาก 70,000 บาท/กก.
กรณีรังนกอินโดนีเซียถูกจีนระงับการนำเข้า ส่งผลให้รังนกในอินโดนีเซียมีปริมาณล้นตลาดและถูกกระจายไปยังตลาดอื่นในเอเชีย ทำให้ไทยได้รับผลกระทบโดยตรง
นายกมลศักดิ์กล่าวว่า อีกปัญหาสำคัญคือ กฎระเบียบเกี่ยวกับอาคารนกแอ่น โดยร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะอาคารนกแอ่นของกระทรวงมหาดไทยถูกคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายกระทรวงมหาดไทย คณะที่ 1 ได้พิจารณาตกไป โดยเห็นว่าร่างกฎกระทรวงดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องยกร่างพิจารณาจากกฎกระทรวงเป็นพระราชบัญญัติใหม่

ทั้งนี้ สมาคมผู้ประกอบการธุรกิจรังนกแอ่นบ้านได้ผลักดันการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อเนื่องมานานกว่า 15 ปี และล่าสุดได้ยื่นหนังสือถึงนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอให้เร่งผลักดันการแก้ไขปัญหา
“หากทางกระทรวงมหาดไทยให้การสนับสนุนอนุญาตให้การจดทะเบียนรังนกแอ่น ทางผู้ประกอบการรังนกแอ่นก็สามารถส่งออกได้ เพราะทางการจีนต้องการใบรับรองที่เป็นทางการบ่งบอกแหล่งที่มาแหล่งที่ผลิต ฯลฯ ของรังนกแอ่น ก็สามารถทำการตลาด และกระทรวงพาณิชย์ จะทำการส่งเสริมการตลาดในต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลาดรังนกอีแอ่นไทยก็จะเดินไปด้วยดี” นายกมลศักดิ์กล่าว
ชี้ตลาดจีนยังเป็นโอกาสของไทย
นายกมลศักดิ์กล่าวว่า รังนกแอ่นถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่เศรษฐกิจสำคัญของไทย โดยเฉพาะตลาดจีนที่มีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านบาท และมีความต้องการรังนกประมาณ 2,000 ตัน/ปี
ขณะที่ตลาดรังนกบ้านไทยมีปริมาณ 300-400 ตัน/ปี หากคิดราคาเฉลี่ย 10,000 บาท/กก. จะมีมูลค่าราว 3,000 ล้านบาท/ปี ส่วนรังนกถ้ำหรือรังนกธรรมชาติมีปริมาณ 50 ตัน/ปี มูลค่าประมาณ 2,500 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ยังสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ตลาดโลกยังมีความต้องการทั้งรังนกสดและผลิตภัณฑ์รังนกแปรรูปพร้อมดื่ม หากไทยสามารถปลดล็อกกฎระเบียบและสร้างระบบรับรองแหล่งผลิตที่ชัดเจน จะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออก โดยเฉพาะตลาดจีน”

