ส่งออกไทย ส.ค. พุ่ง 24.3% สูงสุดรอบ 56 เดือน ลุ้นทั้งปีโต 15% แตะ 3.91 แสนล้านดอลลาร์
ส่งออกไทยเดือนสิงหาคม 2569 พุ่ง 24.3% มูลค่า 34,618.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงสุดในรอบ 56 เดือน หนุนยอด 8 เดือนแรกโต 18.9% แรงส่งหลักมาจากอิเล็กทรอนิกส์ที่โตตามการลงทุน AI และ Data Center ทั่วโลก การเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ และการฟื้นตัวของผลไม้ไทย ด้าน สนค.ยังใช้กรอบคาดการณ์ทั้งปีเดิม 5-11% แต่ยอมรับมีความเป็นไปได้ที่การส่งออกจะโตถึง 15% หรือราว 391,267 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หาก 4 เดือนที่เหลือทำได้เฉลี่ยเดือนละ 31,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมเตือนปีหน้ามีความเสี่ยงจากสงคราม ราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และสต๊อกสินค้าในสหรัฐที่อยู่ในระดับสูง
นางสาวณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยเดือนสิงหาคม 2569 มีมูลค่า 34,618.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1,157,667 ล้านบาท ขยายตัว 24.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 26 โดยอัตราการขยายตัว 24.3% ถือว่าสูงที่สุดในรอบ 56 เดือน นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2564
หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย การส่งออกยังขยายตัว 19.5% สะท้อนแรงส่งจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI ในต่างประเทศ ซึ่งช่วยหนุนความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ขณะที่การส่งออกผลไม้ไปจีนกลับมาขยายตัวโดดเด่น โดยเฉพาะทุเรียนสดและมังคุดสดจากผลผลิตภาคใต้
สำหรับ 8 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกมีมูลค่า 266,149.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 18.9% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 303,986.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 36.1% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 37,837.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นางสาวณัฐิยากล่าวว่า สนค.ยังคงประมาณการส่งออกทั้งปี 2569 ไว้ที่ขยายตัว 5-11% มีค่ากลางที่ 8% เนื่องจากจะมีการทบทวนประมาณการเป็นรายไตรมาส และเตรียมปรับอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน
อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่การส่งออกทั้งปีจะขยายตัวสูงกว่า 11% นางสาวณัฐิยาระบุว่า มีโอกาส เนื่องจาก 8 เดือนแรกขยายตัวแล้วกว่า 18% และเมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่การส่งออกทั้งปีจะโตถึง 15% ระบุว่า “คิดว่าอย่างนั้น เป็นไปได้”
หากการส่งออกทั้งปีขยายตัว 15% จะมีมูลค่าประมาณ 391,267.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในช่วง 4 เดือนที่เหลือของปี ไทยจะต้องส่งออกให้ได้เฉลี่ยประมาณ 31,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ซึ่งหากทำได้ มูลค่าการส่งออกทั้งปีจะเป็นระดับสูงสุด
แรงขับเคลื่อนสำคัญยังมาจากสินค้าอุตสาหกรรม โดยเดือนสิงหาคม 2569 ขยายตัว 27.1% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 29 ขณะที่ 8 เดือนแรกขยายตัว 22.7%
ในกลุ่มสินค้าที่ขยายตัวเด่น เครื่องวิดีโอ เครื่องเสียง อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัว 1,155.7% เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ โต 151.2% วงจรพิมพ์ โต 126.8% หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ โต 55.6% เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ โต 42.1% และเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ โต 40.9%
สนค.ประเมินว่า สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยียังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุนด้าน AI และ Data Center ทั่วโลก ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตโลก หรือ Global Manufacturing PMI เดือนสิงหาคม อยู่ที่ 52.3 สูงสุดในรอบ 3 เดือน ช่วยหนุนความต้องการวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางจากไทยเข้าสู่สายการผลิตโลก
ด้านตลาดส่งออกสำคัญ สหรัฐฯ ขยายตัว 48.7% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 35 ขณะที่ 8 เดือนแรกขยายตัว 42.6% จีนขยายตัว 15.5% ญี่ปุ่น 19.6% สหภาพยุโรป 23.1% และอาเซียน 5 ประเทศ ขยายตัว 19.3%
นางสาวณัฐิยากล่าวว่า การส่งออกไปสหรัฐฯ ยังขยายตัวได้ดี แม้มีความไม่แน่นอนด้านมาตรการภาษี เนื่องจากสินค้าบางส่วนได้รับการยกเว้น โดยมีรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นกว่า 2,100 รายการ ซึ่งคิดเป็นมากกว่า 60% ของมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ และส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์
ขณะที่ตลาดจีนขยายตัว 15.5% โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง หลังผลผลิตทุเรียนและมังคุดภาคใต้เริ่มออกสู่ตลาด
ในภาพรวม สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเดือนสิงหาคมกลับมาขยายตัว 1.4% ในรอบ 4 เดือน โดยสินค้าเกษตรโต 4.2% ขณะที่อุตสาหกรรมเกษตรยังหดตัว 1.9%
สินค้าที่ขยายตัวเด่น ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง โต 24.0% ยางพารา 23.2% กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง 18.8% อาหารสัตว์เลี้ยง 17.5% ไก่แปรรูป 10.5% และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป 4.8%
ส่วนตลาดรองที่ขยายตัวสูงสุด ได้แก่ ออสเตรเลีย ซึ่งโตถึง 81.0% ขณะที่ตลาดที่ยังหดตัว ได้แก่ เอเชียใต้ 11.4% สหราชอาณาจักร 8.9% แอฟริกา 8.8% และตะวันออกกลาง 7.8%
สำหรับปัจจัยกดดันในช่วงที่เหลือของปี สนค.จับตาความตึงเครียดในตะวันออกกลางและบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจกระทบต่อการขนส่ง กำลังซื้อ ราคาพลังงาน และค่าขนส่ง รวมถึงมาตรการบริหารจัดการสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบของไทย ซึ่งกดดันการส่งออกบางส่วน
อย่างไรก็ตาม สนค.ประเมินว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้กระทบต่อการส่งออกโดยตรงมากนัก เพราะผู้ส่งออกมีการบริหารความเสี่ยงและคาดการณ์ราคาน้ำมันไว้ล่วงหน้า แต่จะมีผลต่อต้นทุนในประเทศมากกว่า
นางสาวณัฐิยายังส่งสัญญาณว่า แนวโน้มปี 2570 อาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้น โดยเฉพาะจากสงคราม ความเสี่ยงต่อช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันและค่าขนส่ง รวมถึงระดับสต๊อกสินค้าของสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง หลังมีการเร่งนำเข้าท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภาษี ซึ่งอาจทำให้การสั่งซื้อในระยะต่อไปชะลอลง
อีกประเด็นที่ต้องติดตาม คือดุลการค้าของไทย ซึ่งในช่วง 8 เดือนแรก ไทยขาดดุลการค้ากับจีนประมาณ 62,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ประมาณ 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ภาครัฐจึงพยายามผลักดันการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ หรือ Local Content ให้มากขึ้น โดยเฉพาะโรงงานต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าที่เกิดขึ้นในประเทศและสร้างความสมดุลในโครงสร้างการค้า
สำหรับแนวโน้มช่วงที่เหลือของปี 2569 กระทรวงพาณิชย์ยังประเมินว่าการส่งออกมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่องจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ขณะเดียวกันจะเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ หรือ ART ควบคู่กับการขยายตลาดใหม่และการเจรจา FTA เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย


